นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. สรุปภาพรวมการรับสมัคร สส.บัญชีรายชื่อและส่งรายชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคการเมืองในวันแรกว่า วันนี้ กกต. เปิดให้มีการรับสมัครผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อวันแรก โดยภาพรวมทุกอย่างเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ขอบคุณทุกภาคส่วน ที่มาร่วมทำให้การรับสมัครในวันนี้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย
ซึ่งพรรคการเมืองที่มาลงเวลาก่อน 8.30 น. มี 52 พรรคการเมือง ทางสำนักงานได้มีการตรวจสอบเอกสารความพร้อม และทุกพรรคได้ส่งเอกสารครบถ้วน
ได้มีการจับสลากลำดับหมายเลขที่จะใช้หาเสียงเสร็จเรียบร้อยแล้ว และพรรคการเมืองได้เสนอรายชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจำนวน 34 พรรคการเมือง รวม 73 คน แต่พรรคที่ยังไม่ได้เสนอชื่อสามารถเสนอได้จนถึงวันสุดท้ายของการเปิดรับสมัครคือวันที่ 31 ธันวาคม 2568 โดยพรรคการเมือง จำนวน 52 พรรคได้เสนอรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ รวมจำนวน 1,502 คน
ส่วนที่พรรคการเมืองได้ยื่นนโยบายที่จะใช้ในการหาเสียงนั้น จะส่งถึงผู้มีสิทธิเลือกตั้งไปถึงเจ้าบ้าน 19 ล้านครัวเรือน โดย 52 พรรคการเมือง ได้ส่งนโยบายหาเสียงเรียบร้อยแล้ว
ส่วนนโยบายที่จะใช้หาเสียง ตามกฎหมายพรรคการเมือง มาตรา 57 ซึ่ง กกต.ได้มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบนโยบายหาเสียงแล้ว ทั้งนี้ องค์คณะตรวจสอบนโยบายพรรค การเมืองมาจากหลายภาคส่วนเพื่อให้ประชาชนเกิดความมั่นใจ ซึ่งคณะที่มาจากส่วนราชการ ประกอบด้วย
สำนักงบประมาณ กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ธนาคารแห่งประเทศไทย หอการค้าไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือ ผู้ทรงคุณวุฒิ เช่น นายวีระ ธีรภัทร ผู้ดำเนินรายการและผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ โดย กกต. ก็จะเชิญมาร่วมตรวจสอบนโยบายพรรคการเมืองด้วย
สำหรับการออกเสียงประชามติ นายแสวง ระบุว่า มี 3 ส่วน คือ ส่วนแรกการให้ข้อมูลเป็นเรื่องของหน่วยงานที่จะทำประชามติ คือ ครม. เป็นผู้เสนอคำถามมายัง กกต. ตามมาตรา 9(2) กกต. ก็จะทำเอกสารส่งไปถึงประมาณ 19 ล้านครัวเรือน ซึ่งต้องไม่เป็นการชี้นำ
ส่วนที่ 2 คือ การแสดงความคิดเห็น สำนักงาน กกต. จะเป็นผู้จัดเวทีให้ฝ่ายที่เห็นชอบและไม่เห็นชอบ ได้แสดงความคิดเห็นโดยเท่าเทียมกัน จะมีการจัดเวทีแสดงความคิดเห็นทั้งส่วนกลาง และส่วนภูมิภาค
ขณะที่สื่อมวลชนก็สามารถดำเนินการได้ แต่ต้องคำนึงถึงความเสมอภาคความเท่าเทียมกันของทุกฝ่าย ขณะที่การรณรงค์เพื่อการออกเสียงประชามติ เป็นเสรีภาพของประชาชน กฎหมายให้อำนาจ กกต. ออกระเบียบเพื่อให้เกิดความเสมอภาคและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย แต่พรรคการเมืองสามารถรณรงค์การออกเสียงประชามติได้แต่ต้องไม่เป็นการใส่ร้ายป้ายสี หรือการให้ข้อความอันเป็นเท็จ ส่วนค่าใช้จ่ายของพรรคการเมือง ที่มีค่าใช้จ่ายจะต้องปฏิบัติอยู่ภายใต้กฎหมาย 3 ฉบับ คือ กฎหมายเลือกตั้ง สส.,กฎหมายประชามติและกฎหมายพรรคการเมือง
เมื่อถามว่า วันนี้การรณรงค์ออกเสียงประชามติของ นักการเมืองสามารถพูดได้หรือไม่ว่า จะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ นายแสวง กล่าวว่า อย่างแรกสิ่งที่จะต้องทำคือการให้ข้อมูล จากนั้นเรื่องความเห็นในสนามที่ 2 หรือกิจกรรมรณรงค์สามารถทำได้ทุกอย่าง หมายความว่าสามารถแสดงความคิดเห็นชี้นำได้ว่าเห็นชอบฝ่ายไหน ไม่เห็นชอบฝ่ายไหน แต่อย่าเกินกว่ากฎหมาย เช่น หลอกลวงด้วยข้อความอันเป็นเท็จ
สำหรับพื้นที่บริเวณชายแดนไทย- กัมพูชา นายแสวง กล่าวว่า ความตั้งใจของกกต. คือจัดให้มีการเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เหตุที่จะทำให้อาจไม่มีการเลือกตั้งในวันดังกล่าว โดยกฎหมายกำหนดให้มี 2 แบบ คือ เลือกตั้งทั้งประเทศ หรือการเลือกตั้งบางหน่วยได้ แต่ขณะนี้สถานการณ์และความตั้งใจของกกต. เชื่อว่าจะมีการเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569
คาดการณ์ว่ากว่าจะถึงวันนั้น สถานการณ์น่าจะพร้อม สำนักงานพรรคการเมืองผู้สมัคร และเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน รวมถึงสถานการณ์ความปลอดภัยของประชาชน และความสะดวก ต้องให้ครบทุกอย่าง ซึ่งเป็นสิ่งที่ กกต. ได้ตั้งบริหารไว้แล้ว แต่เหนือสิ่งอื่นใดการเลือกตั้งต้องเป็นไปโดยสุจริตเที่ยงธรรมไม่ว่าจะเป็นวันใดก็แล้วแต่ ขณะนี้ กกต.ได้มีการเตรียมและมีการประสานข้อมูลสามารถจัดการเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ได้
ส่วนเจ้าหน้าที่ทหาร หรือเจ้าหน้าที่พยาบาลที่ปฏิบัติงานอยู่ในพื้นที่สู้รบ เพื่อไม่ให้เป็นการเสียสิทธินั้น นายแสวง ระบุว่า กกต. จะหารือกับฝ่ายความมั่นคงเพื่อหาแนวทางให้บุคคลกลุ่มดังกล่าวได้รับความสะดวก จะไม่เสียสิทธิ์ในการออกไปเลือกตั้ง ส่วนการอำนวยความสะดวกให้กับคนไทยในพื้นที่กัมพูชา โดยในทุกพื้นที่ที่มีสถานเอกอัครราชทูต และสถานกงสุลก็ได้มีการเปิดให้ลงทะเบียนซึ่งก็ต้องรอดูว่าจะมีปัญหาหรือไม่ ทั้งนี้ต้องดูว่ามีจำนวนผู้ลงทะเบียนใช้สิทธิ์เลือกตั้ง และประชามตินอกราชอาณาจักรเท่าใด คิดว่าสถานกงสุลที่ได้ประเมินสถานการณ์ความเหมาะสม ก็จะมีการเตรียมความพร้อมเพื่อให้ออกมาด้วยความเหมาะสม
นายแสวง ยังย้ำถึงการอำนวยความสะดวกการจัดประชามตินอกราชอาณาจักร ว่า ได้มีการประชุมคณะกรรมการอำนวยการ ซึ่งทุกฝ่ายได้ทำอย่างเต็มที่ทำอย่างดีกว่าเดิม ให้ประชาชนออกไปใช้สิทธิ์และรักษาเจตนารมณ์การออกไปใช้สิทธิ ซึ่งถือเป็นหลักการที่ กกต. ตั้งไว้ แต่หลักการปฏิบัติต้องยอมรับว่ากระทรวงการต่างประเทศก็ลำบากขึ้น เพราะมีการออกเสียงประชามติควบคู่ไปด้วย
ซึ่งการเลือกตั้งต้องส่งบัตรมานับที่ประเทศไทย ขณะที่ประชามตินับที่ต่างประเทศจำนวนบุคลากรเท่าเดิม แต่งานเพิ่มขึ้น แต่รับปากว่าจะทำมาอย่างดีที่สุดและดีกว่าเดิม โดยได้มีแผนรองรับไปแล้วและมีการประชุมร่วมกันตลอดเวลา