หลังจากคดีเขย่าวงการสีกากีเปิดโปงขบวนการสินบนทองคำ 246 บาท พัวพัน อดีตรอง ผบ.ตร. กับกรรมการ ป.ป.ช. กลับมาร้อนแรงอีกครั้ง ศึกตำรวจตัดตำรวจ เพื่อแย่งชิงอำนาจภายในองค์กร ยิ่งตอกย้ำว่าวงการ "สีกากี" มีปัญหาที่ต้องแก้ไข ข้อเสนอปฏิรูปตำรวจ พูดกันมาทุกยุคทุกสมัยนานหลายปี แต่ยังไม่มีรัฐบาลไหนแก้ปัญหาได้ วันนี้ 3 พรรคการเมืองที่มีนโยบายปฏิรูปตำรวจจะมาโชว์วิสัยทัศน์แก้ปัญหาศึกสีกากีในรายการคุยข้ามช็อต Exclusive Talk PPTV
"เสรีรวมไทย" เน้นแก้กฎหมายปัจจุบัน ชี้ต้นตอปัญหาวงการสีกากีอยู่ที่ "คน" - "ระบบ"
พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย มองว่า ปัญหาที่เป็นแก่นของตำรวจคือ “คน” กับ “ระบบ” ที่ผ่านมาตำรวจขาดความรู้ประสบการณ์ หากถามว่าเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นแล้วจะพึ่งพาตำรวจได้อย่างไร ก็ต้องเรียนตรง ๆ ว่าถ้าวันนี้ไม่มีตำรวจ-ทหาร ประเทศก็อยู่ไม่ได้
“ถ้าวันนี้ไม่มีตำรวจ ไม่มีทหาร ประเทศอยู่ไม่ได้ ถ้าไม่มีตำรวจ มันข่มขืน ปล้น ฆ่ากันเต็มไปหมด ถ้าตำรวจหยุดงานวันไหนมีปัญหาทันที ตำรวจที่ดีมีอยู่เยอะ แต่ตำรวจที่โตขึ้นมาแสวงหาผลประโยชน์ พวกนี้โตมาจะสร้างปัญหา” พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าว
พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าวต่อว่า ตำรวจ ทหาร พลเรือน มีระบบของเขาอยู่ และมองว่ามีผู้ทำลายระบบตำรวจผ่านการปฏิรูป
ส่วนกรณีคดีอดีตบิ๊กตำรวจ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าวว่า ก็ต้องดำเนินคดีอย่างตรงไปตรงมา อย่ากลัว ถ้าตรงไปตรงมานั้นไม่ยาก
ด้านนโยบายปฏิรูปตำรวจ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าวว่า ให้แก้จากกฎหมายที่มีอยู่ในปัจจุบัน สำนักงานตำรวจแห่งชาติต้องแก้คำสั่ง ออกคำสั่งให้ถูกต้อง เพิ่มผลัดตำรวจเพื่อหมุนเวียน
"พรรคเศรษฐกิจ" เพิ่มโทษ 2 เท่า! หากพบตำรวจทำผิด ชี้มีตำรวจ 10% วิ่งหา "นักการเมือง"
พล.อ. รังษี กิติญาณทรัพย์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคเศรษฐกิจ กล่าวว่า ตำรวจโดนแทรกแซงในการแต่งตั้งตลอดเวลา ซึ่งผู้บัญชาการตำรวจควรจะเป็นผู้ดำเนินการคัดเลือกตำรวจเอง ตั้งแต่ผู้บัญชาการภาค ผู้บังคับการ ไปจนถึงผู้กำกับ
พล.อ. รังษี ระบุว่า ส่วนใหญ่ที่ตนทราบในภายหลังว่า นักการเมืองชอบตั้งตำรวจเพื่อจับ ขุดคุ้ยฝ่ายตรงข้าม ตำรวจจึงเป็นเครื่องมือ และเชื่อว่ามีตำรวจแค่ 10% ที่วิ่งเข้าหานักการเมือง ที่เหลือทำงานของเขาไป ตำรวจ 10% ที่มีอำนาจนี้น่ากลัว เพราะจะปรากฏการซื้อขายตำแหน่ง เช่น กรณีตั๋วช้าง
พล.อ. รังษี แนะนำว่า ตำรวจควรทำแบบทหาร มีสภาในการแต่งตั้ง เพื่อไม่ให้การเมืองแทรกแซง ตำรวจเป็นองค์กรความมั่นคงภายใน ถือว่าสำคัญ เช่นพวกสแกมเมอร์ ทุนเทา พอเข้าไปแทรกแซงแล้วทำให้สายบังคับบัญชาเสียหมด และเชื่อว่ามีการโยกย้ายอย่างไม่เป็นธรรม ไม่โปร่งใส ทำให้ ผบ.ตร. ไม่สามารถสั่งการได้ทุกหน่วย
ส่วนกรณีคดีอดีตบิ๊กตำรวจ พล.อ. รังษี กล่าวว่า สิ่งที่น่าสะเทือนใจคือ การที่ตำรวจระดับผู้บัญชาการยังถูกกล่าวหาเอี่ยวเว็บพนัน รวมถึงตำรวจ 200 ราย ที่ถูกชี้มูล วันนี้ปัญหาของการคอร์รัปชันแผ่ไปทั่ว และโอกาสที่ตำรวจจะผิดพลาดนั้นสูง เพราะทำงานกับประชาชน ทำงานกับกลุ่มผลประโยชน์
เพราะฉะนั้น ตนมองว่า ต้องเพิ่มโทษในการที่นายตำรวจทำความผิด อาจจะเป็น 2 เท่าของคนธรรมดา เพราะต้องมีวุฒิภาวะมากกว่า
ในส่วนของนโยบายปฏิรูปตำรวจ พล.อ. รังษี ระบุว่า ต้องนำอำนาจสอบสวนออกจากตำรวจ เหลือแต่การจับกุมกับสืบสวน ตั้งกรมนิติเวชกลางขึ้นมาเพื่อสอบสวนกับรวบรวมพยานหลักฐานทั้งนิติวิทยาศาสตร์และพยานหลักฐานพยานบุคคล ส่งขึ้นไปคู่กับตำรวจ โดยตำรวจจะควบคุมผู้ต้องหาส่งไปอัยการ
พล.อ. รังษี กล่าวต่อว่า อาจต้องลดตำรวจตำแหน่งพลตำรวจระดับผู้การกับผู้บัญชาการเพื่อให้สายบังคับบัญชาสั้น จากนั้นขยายฐานราก พอแยกอำนาจสอบสวนออก ตำรวจจะมีหน้าที่แค่จับกุมกับสืบสวน จะได้ดูแลประชาชนครอบคลุมพื้นที่ ไปจนถึงระบบการโยกย้ายที่มีคุณธรรม เพราะถ้ามีตั๋วช้างอยู่ตนมองว่าลำบาก เพราะคนวิ่งเต้นจะได้แต่ตำแหน่ง คนทำงานจะถอดใจ สิ่งนี้มีผลมาก
"พรรคประชาชน" แนะ 3 นโยบายปฏิรูปวงการสีกากี แฉตำรวจเลื่อนตำแหน่งหวานเจี๊ยบสุด!
พ.ต.ท.ธีรวัตร์ ปัญญาณ์ธรรมกุล ผู้สมัคร สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และอดีตเลขานุการของกรรมาธิการความมั่นคง กล่าวว่า ยุคล่าสุดเป็นช่วงที่ตกต่ำจริง ๆ ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ถ้าอยากจะเปลี่ยนแปลงตำรวจ ไม่ใช่ว่ารับราชการ เติบโต แล้วไปเปลี่ยนแปลง เพราะโครงสร้างบิดเบี้ยว
เพราะฉะนั้นสิ่งที่จะทำได้ คือ ออกมาทำทางการเมืองแล้วกลับไปแก้ตำรวจ เพราะยังมีตำรวจที่ดีอีกมากมาย แต่ด้วยโครงสร้างเป็นเช่นนี้ ไม่สนับสนุน ไม่เอื้อตำรวจที่ดีในการเติบโต เราจะเห็นว่าคนที่เติบโตคือคนที่มีตั๋ว วิ่งเต้นเส้นสาย ทำงานต้องมีนายก่อนแล้วไปอยู่ในตำแหน่งที่ดี จนกลายเป็นระบบที่ฝั่งราก
ทุกวันนี้ตำรวจไม่มี KPI ชัดเจนว่า ถ้าจะเติบโตในสายงานต้องทำอย่างไร ระบบ ที่รวมศูนย์อำนาจ ทำให้ทุกอย่างต้องวิ่งเข้าศูนย์กลางอำนาจ จะเห็นว่าทำไมหลายคนอยากขึ้นเป็น ผบ.ตร. เพราะพอขึ้นเป็น ผบ.ตร. แล้วจะมีอำนาจ สามารถแต่งตั้งมีนู่นนี่นั่นได้หมด พร้อมย้ำว่า ตำรวจมีหน้าที่รับใช้ประชาชน
“เป็นความน่าเศร้าที่พอนักการเมืองมามีอำนาจ แทนที่คุณจะมีเจตจำนงในการเปลี่ยนแปลงจริง ๆ กลับไปหลงไหลกับอำนาจ ถ้าในบรรดาข้าราชการทั้งหมด ตำรวจหวานเจี๊ยบที่สุดแล้ว เพราะผมเคยเป็นอดีตนายเวร ตำรวจติดตาม ผมเห็นว่าการที่คนหนึ่งคนจะขึ้นนายพลเรารู้ว่าเขาต้องทำอย่างไร แต่เป็นการที่เรารู้ว่า ถ้าเจ้านายตื่นมาตี 5 คุณมาต่อแถวกินข้าวด้วยไหม คุณมาเห็นไหม เข้าบ้านเขาไหม บางคนเป็นรองผู้บัญชาการภาค แต่มาเข้าบ้านผู้ใหญ่สัปดาห์ละ 4 วัน คำถามคือ จะเอาเวลาที่ไหนไปทำงาน แล้วเราก็เห็นเข้าได้รับการเลื่อนขั้นเป็นผู้บัญชาการ” พ.ต.ท.ธีรวัตร์ กล่าว
กรณีคดีอดีตบิ๊กตำรวจ พ.ต.ท.ธีรวัตร์ กล่าวว่า เรื่องนี้ง่ายมากหากดำเนินการตรงไปตรงมา เพราะกฎหมายมีอยู่แล้ว ตำรวจถ้าทำงานตรงไปตรงมา พยานหลักฐานเป็นอย่างไรว่าอย่างนั้น จะไม่มีเหตุการณ์วุ่นวายเกิดขึ้น ส่วนการเพิ่มโทษ ในกฎหมาย การเป็นเจ้าหน้าที่นั้นมีอัตราโทษที่สูงกว่าอยู่แล้ว
เพราะฉะนั้นวันนี้ทำให้เป็นมาตรฐานก่อน เพราะประชาชนสงสัยกับมาตรฐานในการดำเนินคดี จากความรู้สึกคนที่มองว่าคดีนี้ช้า คดีนั้นเร็ว ถ้าพรรคประชาชนเป็นรัฐบาล แค่ดำเนินการตรงไปตรงมา
ในส่วนของนโยบายปฏิรูปตำรวจ พ.ต.ท.ธีรวัตร์ กล่าวว่า นโยบายหลักของพรรคประชาชนมี 3 อย่าง อย่างแรกคือการปฏิรูปโครงสร้างให้เป็นการกระจายอำนาจโดยแบ่งเป็น 3 เสาหลัก ตำรวจพื้นที่ เสร็จสิ้นในจังหวัด ตำรวจส่วนกลาง และตำรวจตรวจสอบ มาตรวจสอบถ่วงดุลกัน
โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะแปลงเป็นคณะกรรมการนโยบายแทน จากนั้นยุบหน่วยงานที่ไม่จำเป็นออก ซึ่งปัจจุบันหน่วยสนับสนุนมีมากกว่าหน่วยปฏิบัติงานเสียด้วยซ้ำ
อย่างที่ 2 คือ แก้ระบบภายใน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องตั๋ว เรื่องการแต่งตั้งที่ไม่เป็นธรรม โดยจะทบทวนงบประมาณก่อนที่จะมาจัดการ รวมถึงเรื่องสวัสดิการตำรวจพื้นฐาน การประเมิน KPI แบบ 360% ประเมินโดยตนเอง ผู้บังคับบัญชา ผู้ใต้บังคับบัญชา และประชาชน
อย่างที่ 3 ปรับภารกิจที่ไม่จำเป็น ทุกวันนี้ตำรวจรับงานเยอะมาก ทั้งที่มีอยู่ 2 ส่วนคือ ป้องกันปราบปราม กับสืบสวนสอบสวน ดังนั้นต้องมาจัดระบบก่อน อยากให้ตำรวจเป็นตำรวจเพื่อประชาชนจริง ๆ ตำรวจต้องมีความรู้ทางกฎหมาย แม่นหลักยุทธวิธี และเข้าใจหลักสิทธิมนุษยชน