วันที่ 10 เม.ย. 69 ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา วาระการแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อรัฐสภา ต่อเนื่องเป็นวันที่ 2 นายกรณ์ จาติกวณิช สส. แบบบัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้อภิปรายระบุว่า เรื่องทุนเทาและสแกมเมอร์ขาดความเข้มข้นจริงจังไม่เหมือนช่วงที่หาเสียง และในคำแถลงนโยบายก็กล่าวถึงเรื่องนี้เสมือนเป็น Quick Big Win ของท่าน พูดเสมือนกับภารกิจเรื่องนี้จบไปแล้ว และไม่พูดถึงอีกเลยในนโยบายส่วนที่เหลือ
นายกรณ์กล่าวว่า จริงอยู่เมื่อวานนี้ นายกรัฐมนตรีจะได้ไปร่วมแถลงข่าวการยึดอายัดทรัพย์กลุ่มสแกมเมอร์เพิ่มเติมของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ซึ่งตนเองเคยเตือนแล้วว่า หลังจากยึดทรัพย์รอบแรก ยังมีหลักทรัพย์จำนวนที่มีผู้ถือหุ้นชื่อเดียวกันกับกลุ่มที่ถูกยึดไปรอบแรก แต่ตลาดหลักทรัพย์ฯ และ ปปง. กลับยังไม่ดำเนินการยึดหลักทรัพย์เหล่านั้นมา
นายกรณ์ชี้ว่า การทำงานของหน่วยงานภายใต้กำกับของรัฐบาลล่าช้ามาก ตลอดเวลา 1 เดือน ได้มีการโยกย้ายถ่ายหุ้นออกไปมูลค่าอย่างน้อย 500 ล้านบาท แทนที่เมื่อวานจะยึดทรัพย์ส่วนนี้มาอย่างเด็มเม็ดเต็มหน่วย เรากลับสูญเสียโอกาสนี้เพราะความล่าช้าของหน่วยงาน และชาวต่างชาติ ต่างด้าว หรือสแกมเมอร์ นักฟอกเงินกลุ่มนี้จะไม่สามารถถือหุ้นส่วนนี้หากไม่มีคนไทยมาเกี่ยวข้องหรือเป็นนอมินี ซึ่งการพิสูจน์ว่ารัฐบาลยึดหลัก ‘ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม’ จริงหรือไม่ คือการติดตามว่าท่านจะดำเนินการถึงที่สุดกับบุคคลเหล่านั้นอบ่างไร
นายกรณ์ยกตัวอย่างอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังในรัฐบาลอนุทิน 1 ที่เคยปรากฏว่า เคยซื้อหุ้นจากบริษัท Finansia คำถามคือนายกรัฐมนตรีจะหยุดแค่นี้หรือไม่ หรือจะสืบสวนต่อไปว่าอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังเคยกู้เงินจาก Capital Asia Investments (CAI) จริงหรือไม่ ท่านสามารถคืนเงินกู้นั้นไปแล้ว หรือท่านทำหน้าที่เป็นเพียงนอมินี ทุกสิ่งยังรอการพิสูจน์
นายกรณ์ระบุด้วยว่า หุ้นอีกตัวที่ถูกอายัดไปเมื่อวานก็ถูกถือโดย CAI และ Finanisia เช่นกัน ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับ เบน สมิธ นายกรัฐมนตรีได้สอบถามกลับไปยังบริษัทต้นทางของหุ้นดังกล่าวแล้วหรือไม่ ว่าใครเป็นกรรมการ ใครเป็นประธาน หากท่านลองเปิดตาสักนิดก็จะพบว่า บุคคลนั้นก็เป็นอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมาก่อน
“เรื่องมันไม่ได้จบแค่คนต่างชาติไม่กี่คน เรื่องนี้ขยายวงกว้างอยู่กับบุคคลที่เป็นที่รู้จักในสังคม บุคคลที่เคยนั่งอยู่ในสภาแห่งนี้ บุคคลที่เคยนั่งอยู่ในทำเนียบรัฐบาล และถ้าไม่สะสางให้ชัดเจน เราก็ไม่สามารถสร้างความมั่นใจให้นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศได้ และขับเคลื่อนแก้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศเราไปได้” นายกรณ์กล่าว
นายกรณ์ยังกล่าวถึงกรณี MOU ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ซึ่งเกิดขึ้นในห้องประชุมแห่งนี้ เมื่อ นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี ได้เปิดประเด็นว่า มีบุคคลพยายามติดสินบนท่าน 40 ล้านบาทต่อเดือน และได้ตั้งคำถามถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอีคนก่อนหน้า คือ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง และหลังจากนั้นนายไชยชนกก็ได้เปิดประเด็นเรื่อง ‘MOU อัปยศ’ ที่ปรากฏภาพนายประเสริฐเป็นผู้อนุมัติและสักขีพยาน ในภาพที่มี เบน สมิธ เป็นผู้ร่วมลงนาม
นายกรณ์ถามไปยังนายกรัฐมนตรีว่า หากยึดหลักการ ‘ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม’ จริง แล้วเหตุใดจึงคิดว่าเป็นเรื่องเหมาะสมที่จะตั้งนายประเสริฐกลับมาใน ครม. อนุทิน 2 ของท่าน ทั้งที่การเปิดประเด็นส่วนสำคัญมาจากนายไชยชนกที่เป็นเลขาธิการพรรคของท่านเอง ท่านกลับพร้อมที่จะมองข้าม และยืนยันจะแต่งตั้งนายประเสริฐในตำแหน่งนี้
อีกทั้งบุคคลในภาพการลงนาม MOU คือ วิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ อดีตปลัดกระทรวงดีอี ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธาน ก.ล.ต. และเป็นหนึ่งใน 6 บุคคลที่ถูกแจ้งความโดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) จึงข้อตั้งคำถามไปที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังว่า เหมาะสมแล้วหรือไม่ที่บุคคลซึ่งถูกกล่าวหามาดำรงตำแหน่งประธาน ก.ล.ต. นีคือมาตรฐานสากลที่มีในนโยบายหรือไม่ อำนาจอยู่ที่ท่านในการพิจารณาความเหมาะสมของบุคคลนี้
นอกจากนี้ นายกรณ์ยังกล่าวถึง นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ได้กลับมาดำรงตำแหน่งใน ครม. นี้ ทั้งที่ปรากฏข่าวชัดเจนว่า ท่านเคยมีส่วนเกี่ยวของในการทำธุรกรรมกับ เบน สมิธ ท่านและครอบครัวได้ซื้อเครื่องบินเจ็ทมูลค่า 800 ล้านบาทจากภรรยาของ เบน สมิธ และชำระเงินผ่านธนาคารกัมพูชาของ ยิม เลียก จึงขอถามนายกรัฐมนตรีว่า ก่อนจะแต่งตั้งนายสุริยะเป็นรัฐมนตรี ได้ตั้งคำถามและตรวจสอบเส้นทางการเงินหรือยังว่าซื้อจริงหรือไม่ เพราะเพียงการซื้อเครื่องบินจาก เบน สมิธ ก็เปรียบเสมือนการซื้อของจากโจรแล้ว
“ถ้าท่านนายกรัฐมนตรีมีคำตอบชัดเจนว่า ตรวจสอบแล้ว ทุกอย่างบริสุทธิ์ อธิบายได้ ก็ขอให้อธิบายต่อสาธารณะ แต่ถ้าท่านยังไม่เคยตั้งคำถามเหล่านี้ ผมก็อดถามท่านไม่ได้ว่า นั่นสะท้อนถึงความจริงใจของท่านหรือไม่ในการปราบกลุ่มทุนเทา ท่านจริงใจกับสิ่งที่ท่านพูดหรือไม่ ในการปิดชื่อถือพฤติกรรม เอาเรื่องกับทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้อง เพราะเป็นคนที่อยู่ใกล้ชิดกับท่านเอง” นายกรณ์กล่าว