บรรยากาศการเปิดรับสมัครเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) ปี 2569 จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 28 พฤษภาคม – 1 มิถุนายน 2569 เวลา 08.30 – 16.30 น. ณ ห้องบางกอก ชั้น B2 อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 ดินแดง โดยในวันแรกของการรับสมัคร วันที่ 28 พฤษภาคม เจ้าหน้าที่จะเปิดให้ลงทะเบียนตั้งแต่เวลา 05.00 น. เพื่อเตรียมความพร้อมด้านเอกสารและบริหารจัดการลำดับคิว
ส่วนขั้นตอนการจัดคิวและจับสลากหมายเลขหาเสียง กรุงเทพมหานครกำหนดว่า ผู้ที่เดินทางมาถึงก่อนเวลา 08.30 น. จะต้องลงชื่อในใบลงทะเบียน และเมื่อถึงเวลา 08.30 น. เจ้าหน้าที่จะขีดเส้นแดง เพื่อถือว่าผู้ที่อยู่เหนือเส้นแดงเดินทางมาถึงพร้อมกัน จากนั้นผู้สมัครจะหารือร่วมกันเพื่อตกลงลำดับการจับสลาก “ลำดับในการยื่นใบสมัคร” หรือ “หมายเลขผู้สมัคร” ที่จะใช้ในการหาเสียง
ขณะที่ผู้ที่เดินทางมาหลังเวลา 08.30 น. จะต้องลงทะเบียนใต้เส้นแดง และได้รับสิทธิยื่นใบสมัครต่อจากกลุ่มแรก ตามลำดับเวลาที่เดินทางมาถึง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ จะเดินทางไปสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. สมัยที่ 2 ตั้งแต่เวลา 06.00 น. นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ในนามพรรคประชาชน มีกำหนดเดินทางไปสมัครรับเลือกตั้งในเวลา 07.00 น. นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครอิสระ มีกำหนดเดินทางไปยื่นใบสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เวลา 07.30 น. และนายอนุชา บูรพชัยศรี ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ในนามพรรคประชาธิปัตย์ จะเดินทางไปสมัครรับเลือกตั้งในวันที่ 28 พฤษภาคม 2569 เวลา 07.30 น.
ผลการจับสลากหมายเลขผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.
การจับสลากหมายเลขประจำตัวผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ประจำปี 2569 ณ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 (ดินแดง) ในวันแรกของการเปิดรับสมัคร ซึ่งบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคักและตื่นเต้นตั้งแต่ช่วงเช้ามืด เนื่องจากมีผู้สมัครตัวเต็งจากพรรคการเมืองใหญ่และผู้สมัครอิสระเดินทางมาถึงก่อนเวลา 08.30 น. เป็นจำนวนมาก ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องดำเนินกระบวนการจับสลาก จัดลำดับการยื่นใบสมัครและเลือกหมายเลขที่จะใช้ในการหาเสียง ผลการจับสลากหมายเลขผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. มีดังต่อไปนี้
- ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี ได้หมายเลข 1
- นายสมัย ละเลิศ ได้หมายเลข 2
- นายพงษ์ศักดิ์ พัวพรพงษ์ ได้หมายเลข 3
- นายประทีป วัชระโชคเกษม ได้หมายเลข 4
- นายอนุชา บูรพชัยศรี จากพรรคประชาธิปัตย์ ได้หมายเลข 5
- นายพิศาล กิตติเยาวมาลย์ ได้หมายเลข 6
- นายภาสพงศ์ ไชยวิริญะวาณิชย์ จากกลุ่มกรุงเทพฯ บินได้ ได้หมายเลข 7
- นายวีรพจน์ ลือประสิทธิ์สกุล ได้หมายเลข 8
- นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ได้หมายเลข 9
- นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร จากพรรคประชาชน ได้หมายเลข 10
- นายประยูร ครองยศ ได้หมายเลข 11
- พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช จากพรรคเศรษฐกิจ ได้หมายเลข 12
- ดร.คมสัน พันธุ์วิชาติกุล ได้หมายเลข 13
ขณะที่ นางมัลลิกา มหาสุข ในนามอิสระ ไม่ได้รับการจับหมายเลข เนื่องจากมาลงทะเบียนไม่ทันเวลาตามที่กำหนด ในเวลา 08.30 น. แต่เนื่องจากมาเป็นคนแรกหลังเวลา 08.30 น. จึงได้หมายเลข 14
"ผมไม่ใช่ผู้หญิงนะครับ จะได้เป็นไม้ประดับให้ใคร"
ผู้สื่อข่าวสอบถาม พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. พรรคเศรษฐกิจ ว่า คิดเห็นอย่างไรหลังจากที่หลายโพลยกให้ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ เป็นผู้สมัครอันดับ 1 ทำให้ผู้สมัครอื่นถูกมองเป็นไม้ประดับ?
พล.ต.ท.ชาญเทพ กล่าวว่า "ผมไม่ใช่ผู้หญิงนะครับ จะได้เป็นไม้ประดับให้ใคร ในเมื่อลงมาสู้แล้ว ผมก็สู้เต็มที่ ขอฝากพี่น้องประชาชน ลองเลือกผมเข้ามาทำงานสักครั้ง"
“มัลลิกา” มั่นใจเต็มร้อย สมัครชิงผู้ว่าฯ กทม. ชู 12 ยุทธศาสตร์ แก้ PM 2.5 - จราจร - น้ำท่วม
เวลา 07.57 น. นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ เดินทางถึง ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 โดยเปิดเผยก่อนลงสมัครรับเลือกตั้งว่า มีความมั่นใจ 100% เตรียมการ เตรียมความพร้อมทั้ง 12 ยุทธศาสตร์ มีการประขุมระดมสมองกันหลายรอบ เพราะทุกแผนของตนมีแผนรองรับที่จะทำงานทันที
ส่วนเรื่องเบอร์สำหรับหาเสียงนั้น หากได้เบอร์ที่ประชาชนกาได้ง่ายๆ ก็จะดี เบอร์ไหนก็ได้ที่เป็นเบอร์ชนะ และได้เข้าไปเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ช่วงประชาชนทำงานโดยไม่ต้องรอ เริ่มทำงานได้ทันที
ส่วนปัญหาหลักของกรุงเทพมหานครที่มองมา 4 ปี แล้วทนไม่ได้ จนอยากเข้ามาแก้ไข นางมัลลิกากล่าวว่า จุดพีกที่สุด การแก้ไขปัญหาของ PM 2.5 ทำให้พื้นที่เมืองไม่สามารถทัดเทียมคนอื่นได้ ในปี 2568 มีมลพิษอันดับ 1 ของโลก แม้คนอื่นทนได้แต่ตนและทีมงานไม่ขอทน ซึ่งเรามีแผนจัดการเรื่องฝุ่น โดยการใช้ AI นวัตกรรม และตั้งเป้าจะทำ MOU ร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตั้งเป้าว่าการทำงานร่วมกันของหลายฝ่าย จะทำให้สามารถทำให้ชัดเจน มีความรวดเร็ว
ดังนั้นคุณภาพชีวิตของพลเมืองใน กทม. จะต้องดีขึ้น ยืนยันว่ากรุงเทพฯ มีหน้าที่ในการฟอกอากาศสะอาดให้กับประชาชน และเรื่องนี้เราจะปฏิบัติการได้ในทันที และนี่คือจุดพีกที่ทำให้ตนตัดสินใจ เข้ามาสมัครเป็นผู้ว่าฯ กทม.
นอกจากนี้ ยังมีนโยบายด้าน AI ช่วยแก้ปัญหาการจราจร , วางแผนระบายน้ำป้องกันน้ำท่วม รวมถึงนโยบายฟื้นฟูเศรษฐกิจช่วยเหลือผู้ประกอบการ SME และสร้างตำแหน่งงานรองรับคนกรุงเทพฯ กว่า 2-3 แสนตำแหน่ง
ส่วนด้านความปลอดภัย ต้องการผลักดันกรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมเดินหน้าปราบปรามอาชญากรรม ทุนสีเทา และอบายมุขต่างๆ ควบคู่กับการพัฒนาเมืองสร้างสรรค์ เพิ่มพื้นที่สาธารณะทั้ง 50 เขต และยกระดับสถานอนามัยของ กทม. ให้รองรับการดูแลสุขภาพประชาชนได้มากขึ้น
ส่วนเรื่องกระแสนิยมของผู้สมัคร ที่ตอนนี้ยังมีหลายคนคะแนนนิยมสูงกว่านั้น นางมัลลิกา ระบุว่า พร้อมรับฟังทุกผลสำรวจ แต่เชื่อว่าเสียงของประชาชนยังเปลี่ยนแปลงได้ หากประชาชนเห็นถึงความตั้งใจจริง และความสามารถในการทำงานทันที โดยย้ำว่า ประสบการณ์การทำงานร่วมกับหลายกระทรวง และการลงพื้นที่ทั้ง 50 เขต มานานหลายปี จะช่วยให้สามารถแก้ปัญหากรุงเทพฯ ได้อย่างรวดเร็วและตรงจุด
"อนุชา" ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.เดินทางถึงที่รับสมัครพร้อม "อภิสิทธิ์"
เวลา 07.38 น. นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ นำโดย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และ ดร.การดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รวมถึงผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) ทั้ง 50 คน ที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (ดินแดง) โดยรถบัส 1 คัน เพื่อสมัครรับเลือกตั้ง ก่อนเดินทางเข้าไปภายในอาคารเพื่อดำเนินการสมัคร และจับสลากหมายเลขผู้สมัคร
โดย นายอนุชา ให้สัมภาษณ์ว่า วันนี้เดินทางมาเพื่อเตรียมตัวสมัครรับเลือกตั้ง ในนามพรรคประชาธิปัตย์ ทั้งในตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร โดยมี นายอภิสิทธิ์ นำทีมผู้บริหารพรรคเดินทางมาร่วมด้วย รวมถึงแกนนำที่ดูแลพื้นที่กรุงเทพมหานคร เพื่อแสดงให้ประชาชนเห็นว่า พรรคประชาธิปัตย์มีความพร้อมในการนำนโยบายต่าง ๆ มานำเสนอ และต้องการสร้างความหวังให้กับประชาชน ในการทำให้กรุงเทพมหานครเป็นได้มากกว่าที่เป็นอยู่
เมื่อถามถึงความมั่นใจในการเรียกคืนความเชื่อมั่นจากคนกรุงเทพฯ และฐานเสียงของพรรคประชาธิปัตย์ ในสนามการเมืองท้องถิ่น นายอนุชา กล่าวว่า ปัจจุบันผู้บริหารพรรคประชาธิปัตย์ได้กลับมาทำหน้าที่ขับเคลื่อนพรรค และนำนโยบายต่าง ๆ มาสื่อสารกับประชาชนอีกครั้ง โดยเฉพาะแนวทางการทำการเมืองแบบสุจริต พรรคได้ลงพื้นที่พูดคุยกับประชาชนอย่างต่อเนื่อง
ขณะเดียวกันผู้สมัคร ส.ก. ทั้ง 50 เขต ก็ได้สะท้อนปัญหาของประชาชนกลับมายังพรรค จนเป็นที่มาของการกำหนดนโยบายหลัก 5 ด้าน ได้แก่
- การทำให้กรุงเทพมหานครเป็นเมืองที่เดินทางสะดวก
- การพัฒนาเมืองให้สะอาด
- การยกระดับคุณภาพชีวิตให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น
- การสร้างเศรษฐกิจที่ทำให้ประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้น
- การบริหารงานที่สามารถตรวจสอบได้
นายอนุชา กล่าวว่า ในระดับชาติ พรรคประชาธิปัตย์ทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาล ในฐานะฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ส่วนในระดับท้องถิ่น หากพรรคได้รับความไว้วางใจจากประชาชนให้เข้ามาทำงาน ทั้งในส่วนของสมาชิกสภากรุงเทพมหานครและผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ทุกกระบวนการทำงานจะต้องสามารถตรวจสอบได้ทั้งหมด ซึ่งถือเป็นสิ่งสำคัญที่พรรคนำเสนอให้ประชาชนใช้ประกอบการตัดสินใจในการเลือกตั้งครั้งนี้
เมื่อถามถึงปัญหาการคอร์รัปชันในกรุงเทพมหานคร และแนวทางป้องกันของพรรคประชาธิปัตย์ นายอนุชา กล่าวว่า สิ่งสำคัญอันดับแรก คือการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารให้กว้างมากขึ้น โดยเฉพาะฐานข้อมูลด้านการจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งพรรคต้องการเปิดเผยให้ประชาชนเห็นรายละเอียดทั้งหมด พร้อมมองว่าปัจจุบันมีแพลตฟอร์มและแอปพลิเคชันหลายรูปแบบ ที่สามารถนำข้อมูลมาประมวลผล เพื่อตรวจสอบความผิดปกติ ความไม่โปร่งใส หรือผลประโยชน์ทับซ้อนได้
นายอนุชา กล่าวว่า ผู้บริหารพรรคประชาธิปัตย์ ให้ความสำคัญกับเรื่องดังกล่าว และพร้อมผลักดันให้ข้อมูลต่าง ๆ ของกรุงเทพมหานครกลายเป็นข้อมูลสาธารณะ ที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ง่ายโดยไม่มีการปิดบัง ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลสัญญา รายละเอียดโครงการ หรือขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้าง เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบที่มาที่ไปของงบประมาณและการประมูลโครงการต่าง ๆ ได้อย่างชัดเจน
เมื่อถูกถามว่า แนวคิดดังกล่าวหมายถึงการนำแอปฯ ส่องรัฐมาใช้หรือไม่ นายอนุชา กล่าวว่า แอปส่องรัฐเป็นเพียงหนึ่งในแพลตฟอร์มเท่านั้น แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการเปิดเผยข้อมูลทั้งหมดที่กรุงเทพมหานครมีอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นรายละเอียดของสัญญา หรือข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินโครงการต่าง ๆ ซึ่งหากสามารถดำเนินการได้ตามกฎหมาย ก็จะช่วยให้ประชาชนเห็นถึงที่มาที่ไปของทุกกระบวนการ และสร้างความเชื่อมั่นต่อการบริหารงานของกรุงเทพมหานครในอนาคต
ด้าน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงเป้าหมายของพรรคในช่วงที่อยู่ระหว่างการฟื้นฟูพรรคว่า การอาสาเข้ามารับใช้ประชาชนชาวกรุงเทพมหานคร ถือเป็นหน้าที่สำคัญของพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมยืนยันว่าทุกภาคส่วนของพรรคมีความพร้อมในการสนับสนุนการทำงานในกรุงเทพมหานคร เนื่องจากปัญหาของคนกรุงเทพฯ จำนวนมากเชื่อมโยงกับปัญหาระดับประเทศ จึงจำเป็นต้องอาศัยกลไกการทำงานในทุกระดับเพื่อร่วมกันแก้ไข
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์ มีความพร้อมทั้งด้านนโยบายและบุคลากร และต้องการให้ประชาชนใช้โอกาสของการเลือกตั้งครั้งนี้ทบทวนว่า อนาคตของกรุงเทพมหานครและประเทศไทยควรเดินไปในทิศทางใด โดยนโยบายที่ นายอนุชานำเสนอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเดินทางสะดวก การพัฒนาระบบขนส่งมวลชน เมืองสะอาด การแก้ปัญหามลพิษและสิ่งแวดล้อม การผลักดันเศรษฐกิจสีเขียว การดูแลสังคมสูงวัย และการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับประชาชน ล้วนเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องเร่งดำเนินการ
นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวด้วยว่า ทุกกระบวนการบริหารจะต้องสามารถตรวจสอบได้ เพราะพรรคเชื่อว่าสังคมสุจริต บ้านเมืองสุจริต การเมืองสุจริต และกรุงเทพมหานครสุจริต คือหัวใจสำคัญในการผลักดันประเทศให้เดินหน้า เมื่อถามว่าพรรคประชาธิปัตย์จะต้องได้คะแนนเสียงมากเพียงใด จึงจะถือว่ากลับมาแล้ว นายอภิสิทธิ์ ตอบสั้น ๆ ว่า “ได้มากกว่าคนอื่น”
“เต้ พระราม 7” โชว์ฟิตวิดพื้นมือเดียว ก่อนนำ “ภาสพงศ์” ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ในนามกลุ่ม “กรุงเทพบินได้” ลงทะเบียนสุดคึกคัก
เวลา 07.10 น. นายมงคลกิตต์ สุขสินธารานนท์ ว่าที่ที่ปรึกษาผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พา นายภาสพงศ์ ไชยวิริยะวาณิชย์ หรือ หน่อง ว่าที่ผู้ลงสมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในนามกลุ่ม "กรุงเทพบินได้" เดินทางมายังอาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 (ดินแดง)
โดยเมื่อมาถึง นายมงคลกิตต์ ได้วิดพื้นโชว์ผู้สื่อข่าวหลายรอบ ทั้งวิดสองมือและมือเดียว เพื่อโชว์พละกำลังตามนโยบายของกลุ่มกรุงเทพบินได้ ที่ชูเรื่องของสุขภาพแข็งแรง จากนั้น นายภาสพงศ์กล่าวว่า อยากขอโอกาสพี่น้องประชาชนชาวกรุงเทพมหานคร ช่วยพิจารณาผู้สมัครหน้าใหม่ ขอให้เปิดใจรับฟัง กลุ่มกรุงเทพบินได้มีนโยบายที่จะแก้ไขปัญหาให้ประชาชนในทุกภาคส่วน โดยเราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง จะดูแลพี่น้องทุกระดับให้เท่าเทียม
เมื่อถามว่าทำไมถึงมาลงสมัครผู้ว่าฯ กรุงเทพฯ นายภาสพงศ์ ระบุว่า ตนเป็นคนกรุงเทพฯ ตั้งแต่เกิด เห็นปัญหามาหลายอย่าง และผู้ว่าฯ แต่ละคนไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ ตอนที่พี่เต้เปิดโอกาสให้คนมาสมัคร ตนก็เข้ามาโดยไม่ได้มีการพูดคุยนโยบายก่อน แต่มีความเห็นตรงกันในเรื่องการแก้ไขปัญหาการจราจร ปัญหาขยะ และปัญหาน้ำท่วม
ขณะที่ นายมงคลกิตต์ กล่าวว่า นโยบายของกลุ่มกรุงเทพบินได้มีทั้งหมด 48 ข้อ ตนเป็นคนคิด 33 ข้อ และนายภาสพงศ์คิด 15 ข้อ ซึ่งเป็นนโยบายที่จะแก้ไขปัญหาคนกรุงเทพฯ โดยไม่สนว่าใครจะมองว่านโยบายเป็นไปไม่ได้ โดยเฉพาะเรื่องของการทำคลองแสนแสบให้ดื่มได้ คนที่บอกว่าทำไม่ได้คือคนที่ไร้ความสามารถ
นายมงคลกิตต์ อธิบายเพิ่มว่า ตนไปเห็นในหลายประเทศทั้งเกาหลี ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และสวิตเซอร์แลนด์ ที่คลองในประเทศมีน้ำใสจนสามารถดื่มได้ ตนจึงนำแนวคิดนี้มาใช้กับกรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะที่คลองแสนแสบ ซึ่งตนได้ไปไหว้บวงสรวงเจ้าพ่อขวัญเรียมมาแล้ว โดยกระบวนการทำงานนั้น เราต้องมีการนำน้ำจากคลองแสนแสบ มากรองและฆ่าเชื้อแบคทีเรีย เข้าสู่กระบวนการผลิตเป็นน้ำสะอาดดื่ม ส่วนน้ำในคลองจะต้องจัดการนำโลหะหนักออก เพื่อให้น้ำสะอาดจนสามารถลงไปเล่นได้ โดยตั้งเป้าไว้หากได้รับเลือกเป็นผู้ว่าฯ ครึ่งปีแรกจะเริ่มทำทันที 2 กิโลเมตร ปีที่สองทำต่อเนื่องอีก 10 กิโลเมตร ส่วนปีที่ 3 และปีที่ 4 จะทำต่อเนื่องตลอดแนวคลอง ซึ่งจะสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล ที่ดำเนินการเรื่องคลองเปรมประชากร
นอกจากนี้ ยังมีนโยบายเรื่องของอากาศ ที่จะควบคุมการเผาไหม้ของควันรถและโรงงานให้เผาไหม้สมบูรณ์ ไม่สร้างมลพิษในชั้นบรรยากาศ และจะชูนโยบาย "กรุงเทพบินได้" ที่จะลดการจราจรติดขัดบนท้องถนน แล้วไปเพิ่มการจราจรบนฟ้าแทน โดยการประสานประเทศจีนให้นำเข้ารถยนต์บินได้ ตั้งเป้าไว้ 100,000 คัน เพื่อจะได้แก้ไขปัญหารถติดให้น้อยลง
นายมงคลกิตต์ ยังมีนโยบายตั้งสำนักจัดหาคู่ เพื่อให้กลุ่มคนในกรุงเทพฯ สามารถมีคู่และผลิตทายาทออกมา เพราะจากสถิติปีที่แล้ว อัตราการเกิดในกรุงเทพมหานครลดน้อยลง ซึ่งจะส่งผลให้โรงเรียนไม่มีเด็กไปเรียน รวมถึงจะสร้างโรงพยาบาลในกรุงเทพมหานคร ให้เหมือนกับที่ประเทศเกาหลี เพื่อเสริมศักยภาพให้ผู้หญิงสวย ฟิต ส่วนผู้ชายหล่อ ใหญ่ ยาว
นอกจากนี้ จะนำเงินกองทุนของกรุงเทพฯ ไปซื้อโรงกลั่น เพื่อกลั่นน้ำมันดิบให้คนกรุงเทพฯ สามารถเติมน้ำมันในราคาถูกไม่เกิน 32 บาท ถือว่าเป็นสวัสดิการ และการลดภาษีในการเติมน้ำมันให้กับคนกรุงเทพมหานคร
นายมงคลกิตต์ ยังกล่าวทิ้งท้ายอีกว่า เหลือเวลาอีกเพียง 30 วัน ขอให้พี่น้องประชาชนเปิดใจรับฟังนโยบาย เพราะกลุ่มกรุงเทพบินได้ยังมีนโยบายที่ต่อเนื่องมาจากสมัยที่ตนลงสมัคร สส. คือ การคืนชีพไดโนเสาร์และการส่งคนไทยไปชั้นอวกาศ ซึ่งการวิจัยไดโนเสาร์นั้น มีการส่งนักวิจัยไปร่วมกับทีมตัดต่อพันธุกรรม ความคืบหน้าตอนนี้การคืนชีพแมมมอธและแร็ปเตอร์สำเร็จไปครึ่งทางแล้ว ระหว่างนี้จะทำ "ไดโนพาร์ก" ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยใช้หุ่นยนต์ที่เป็นรูปไดโนเสาร์ เพื่อสร้างแลนด์มาร์กแห่งใหม่ในกรุงเทพฯ
"ดร.โจ ชัยวัฒน์" นำทีมผ้สมัคร ส.ก. 50 เขตลงสมัครรับเลือกตั้ง ชู “กรุงเทพโปร่งใส AI จับโกง”
เวลา 06.56 น. นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร แคนดิเดตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครของพรรคประชาชน เดินทางมาพร้อมผู้สมัคร ส.ก. ทั้ง 50 เขต โดยให้สัมภาษณ์ว่า วันนี้ตื่นแต่เช้าและไปรวมตัวกันที่อาคาร ไทย ซัมมิท ทาวเวอร์ และขึ้นรถ EV มาพร้อมกันกับผู้สมัคร สก. ทุกคน รวมถึงทีมบริหารของพรรคประชาชน ซึ่งเรามีความพร้อมมาก บรรยากาศการพูดคุยเป็นกันเอง
เมื่อถามว่าตอนนี้ ถือเป็น 1 ใน 3 ตัวเต็ง มีความคาดหวังว่าจะเป็นเบอร์ 1 หรือไม่ นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า ทั้งหมดประชาชนชาวกรุงเทพฯ จะเป็นผู้ตัดสินให้เรา หน้าที่ของเราคือทำให้ดีที่สุด ใช้โอกาสในการเลือกตั้งของกรุงเทพมหานครครั้งนี้ นำเสนอวาระที่ต้องการพัฒนาในอนาคตของ กทม. ในอีก 4 ปีข้างหน้า และอนาคตของ 50 เขต ที่อยู่ในกรุงเทพฯ ในอีก 4 ปีข้างหน้า เพราะเรามีทั้งวาระเมืองและวาระเขตของ ส.ก. ทั้ง 50 คน หากได้รับเลือกวาระของพรรคประชาชน
ถ้าอยากให้วาระเขตเกิด จำเป็นต้องเลือกผู้ว่าจากพรรคประชาชนด้วย เพราะถ้าจะเอาวาระ ส.ก. ของพรรคประชาชนไปฝากให้ผู้ว่าคนอื่นขับเคลื่อน น่าจะเป็นไปได้ยาก จึงจะเป็นจุดขายอย่างหนึ่งที่เราอยากนำเสนอ ให้เลือกพวกเรายกทีม ทั้ง ส.ก. จากพรรคประชาชนและผู้ว่าฯ จากพรรคประชาชน
เมื่อถามว่าหลังจากลงพื้นที่ มีปัญหาไหนเร่งด่วนและต้องเร่งจัดการหรือไม่ นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า ปัญหาเร่งด่วนของ กทม. จริง ๆ มีหลายเรื่อง เช่น ปัญหาโรงขยะ แต่เราอยากมุ่งเน้นที่ปัญหาเชิงโครงสร้าง และปัญหาเชิงระบบที่เรานำเสนอมาตลอด นอกจากจะแก้ปัญหาเรื่องเส้นเลือดฝอย หรือการทำทางเท้า สิ่งที่จะต้องพัฒนามากกว่านั้นคือ เรื่องการจัดการปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งเราได้นำเสนอระบบที่เราได้พัฒนาขึ้น “กรุงเทพฯโปร่งใส AI จับโกง” ซึ่งจะนำมาใช้กับฝ่ายบริหาร กทม. สามารถจัดการปัญหาเรื่องทุจริตคอร์รัปชันได้ตั้งแต่ต้นน้ำ
ถ้าเราปล่อยให้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชันมันเกิดขึ้นแล้ว อำนาจในการจัดการของผู้ว่าก็จะถือว่ามีจำกัดมาก ดังนั้นสิ่งสำคัญคือการจัดการปัญหาเหล่านี้ตั้งแต่ต้นน้ำ ตั้งแต่การขึ้นงบประมาณ สืบหาราคากลาง ก่อนที่จะเข้ามาเสนอในสภา กทม. ระบบที่เราได้พัฒนา และสาธิตให้ดูสามารถเข้ามาจัดการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้
เมื่อถามว่าพรรคประชาชนขายว่าทีม ส.ก. และผู้ว่าต้องเป็นทีมเดียวกัน แต่สมมุติว่า ผลการเลือกตั้งทีม ส.ก. พรรคประชาชนต้องไปร่วมงานกับผู้ว่าจากพรรคอื่น สามารถทำงานด้วยกันได้หรือไม่ นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า เราได้แสดงให้เห็นมาโดยตลอดเรื่องการทำงานด้วยกัน แต่อย่างที่บอกเมื่อสักครู่ ถ้าหากอยากให้ประชาชนคนกรุงเทพฯ ได้เลือกวาระเมืองที่ผู้ว่าแคนดิเดตจากพรรคประชาชนได้นำเสนอ คือ ทำกรุงเทพฯ ให้ง่ายขึ้น เป็นเมืองแห่งสวัสดิการ เป็นเมืองที่ความเหลื่อมล้ำลดลง และเป็นเมืองที่เปิดประตูแห่งโอกาสให้กับคนกรุงเทพฯ หากอยากให้ผลักดันสิ่งเหล่านี้ ต้องเลือกทั้งผู้ว่าฯ และ ส.ก. ของพรรคประชาชน
ส่วนถ้าต้องเริ่มงานใหม่ มีความหนักใจหรือไม่ นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า เรามี Action Plan ทั้งหมด ทั้งในระดับเขตทั้ง 50 เขต ส.ก. ของเรา ได้ลงไปเดินคุยกับชาวบ้านจริง ๆ สำรวจปัญหาจริง ๆ เพราะฉะนั้นเรามีความพร้อมที่จะเริ่มงานทันที
เมื่อถามว่า วันนี้ยังคงยืนยันว่าจะไม่มีป้ายหาเสียงใช่หรือไม่ นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นความตั้งใจ เราเริ่มจากสโลแกนว่า “กรุงเทพฯง่าย ๆ” สิ่งที่จะทำให้เห็นว่ามันง่ายขึ้นทันที คือการเริ่มต้นจากการไม่มีป้ายหาเสียงของแคนดิเดตผู้ว่าจากพรรคประชาชน แต่เรายังมีป้ายหาเสียงของ ส.ก. อยู่ เพราะ 50 คน 50 เขต 50 เบอร์ เพื่อป้องกันประชาชนไม่ให้สับสน เราก็ยังมีป้ายของ ส.ก. เพียงแต่ลดจำนวนป้าย ตัวผู้ว่าฯ มีพื้นที่สื่ออยู่แล้ว
ชาวกรุงเทพฯ ที่ตั้งใจจะเลือกตนเชื่อว่าคงไม่ได้ตัดสินจากการที่เห็นป้ายว่ามีเยอะหรือน้อย และป้ายที่ติดตั้งในฤดูฝนยังบดบังทัศนียภาพ เกิดความลำบาก เราไม่อยากจะเป็นภาระ ส่วนกลุ่มผู้สูงอายุ เรามีการเติมเต็มในส่วนนี้ ทั้งการติดตั้งผ้าใบไวนิลในย่านชุมชน ซึ่งจะมีทั้งผู้ว่าฯ และ ส.ก. คู่กัน รวมถึงแจกแผ่นพับหรือใบปลิวตามบ้าน
“ชัชชาติ” มาแล้ว! ประเดิมคนแรกสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.
เวลา 05.47 น.นายชัชชาติ สิทธิพันธ์ ผู้สมัครผู้ว่ากรุงเทพมหานคร ได้ปั่นจักรยานจากบ้านพักส่วนตัวถึงศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 เพื่อลงสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร โดยทันทีที่มาถึงได้ให้สัมภาษณ์ว่า พร้อมและไม่ได้ตื่นเต้นมาก หวังว่าจะเป็นวันที่ดี ส่วนที่ถูกวางเป็นตัวเต็ง ตนมองว่ายังไม่แน่ เพราะยังมีเวลาหาเสียงอีกตั้ง 1 เดือน การเมืองไม่แน่นอน อะไรก็เกิดขึ้นได้ แต่หน้าที่เราคือพยายามทำให้ดีที่สุด ให้ประชาชนตัดสินใจ ตนก็บอกกับทีมงานว่าไม่ต้องไปสนใจเรื่องของโพล แต่ให้นำข้อตำหนิมาปรับปรุง เพราะต้องทำงานอีกเยอะ หัวใจคือต้องทำสิ่งที่ดีที่สุดให้กับคนกทม. และนั่นคืองานยาก ในการทำนโยบายให้ตอบโจทย์กับคนกทม. ส่วนหมายเลข ได้หมายเลขอะไรก็ได้
เมื่อถามว่าอีก 4 ปีข้างหน้าอยากจะเปลี่ยนแปลงหรือเปลี่ยนอะไรหรือไม่ นายชัชชาติ กล่าวว่า อยากนำเทคโนโลยีมาใช้ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างก้าวกระโดด 4 ปีที่ผ่านมามีการเปลี่ยนแปลงพื้นฐานในหลายด้าน จากนี้ก็อยากจะกระโดดด้วยเทคโนโลยีที่เหมาะสม ทั้งเรื่องคุณภาพชีวิต เรื่องโครงสร้างระบบเมือง เรื่องเศรษฐกิจ เพราะเมืองคือตลาดแรงงาน ต้องมีเศรษฐกิจที่ดี มีการดึงดูดคนเก่งๆ บริษัทดีๆ เพื่อให้เกิดการจ้างงาน นอกจากนี้ยังต้องมีระบบเศรษฐกิจข้างถนน คือเศรษฐกิจที่มาหล่อเลี้ยงคนทำงาน ต้องทำคู่ขนานกันให้เข้มแข็ง เศรษฐกิจของภูมิภาค เป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของภูมิภาคให้ได้
เมื่อถามว่าหากได้รับเลือกให้เป็นผู้ว่ากทม.ต่อจะทำอะไร นายชัชชาติกล่าวว่า มี 250 เรื่องที่จะทำทันที กทม.ไม่ใช่เรื่องเดียวที่จะตอบโจทย์ทุกคนได้ เพราะมีประชากรต้องดูแลเป็นหลักสิบล้านคน ทุกคนก็มีปัญหาของตนเอง ผู้สูงอายุ เด็ก การศึกษา ผู้ป่วย จึงต้องมีนโยบายที่พร้อมจะเดินหน้า ขณะเดียวกันช่วง 2 เดือนที่ผ่านมาก็มีการคิดนโยบายเพิ่ม ซึ่งคิดว่าวันแรกก็สามารถเดินหน้าได้เลย แต่สิ่งสำคัญที่เป็นหัวใจคือต้องมีแผนที่ชัดเจน มีพนักงานและข้าราชการอยู่รวมกว่า 70,000 คน หากทุกคนมีเป้าหมายชัดเจน วันแรกตื่นมาก็จะรู้แล้วว่าต้องทำอะไร ซึ่งจะทำให้งานเดินได้ทันที
เมื่อถามว่าแผนบางอย่างจะต้องมีการเชื่อมกับรัฐบาล นายชัชชาติ กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่มีปัญหา เพราะเราเป็นอิสระ ทำงานได้กับทุกคน แต่ก็จะมีบางโครงการที่เป็นศูนย์ขนาดใหญ่หรือที่สาธารณะขนาดใหญ่ ก็อาจจะเกินความสามารถ จึงจำเป็นต้องประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หรือเรื่องน้ำทะเลหนุนกรุงเทพฯ ก็ต้องคุยกับหน่วยงาน ซึ่งเราพร้อม เพราะเราไม่มีอะไรที่เกี่ยวข้องกับการเมืองใหญ่ เราจะทำการเมืองท้องถิ่นให้ดี ซึ่งจะเป็นส่วนช่วยผลักดันกับรัฐบาลได้ กรุงเทพฯดี เศรษฐกิจประเทศก็จะดีขึ้นมาด้วย ส่วนปัญหาเรื่องน้ำท่วมก็ยังไม่ทิ้งทางเส้นเลือดฝอยและเส้นเลือดใหญ่ ยังมีประมาณอีก 20% ที่ต้องทำต่อ จุดฟันหลอแม่น้ำเจ้าพระยา ก็ยังมีอีกประมาณ 20 จุดที่ต้องอุด นอกจากนี้ก็ยังมีโครงการอุโมงค์ระบายน้ำอีกประมาณ 5 แห่ง ซึ่งถือว่าทำไปได้ค่อนข้างเยอะ
นายชัชชาติ กล่าวอีกว่า ถ้าหากจะให้นิยามกรุงเทพฯ วันนี้ก็จะบอกว่า "กรุงเทพฯทำงาน" ความหมายคือต้องทำงาน ที่ผ่านมาตนเชื่อว่ามันสำเร็จในระดับหนึ่ง จึงจะต้องทำงานต่อไป ทุกคนก็จะต้องมุ่งมั่นทำเต็มที่ ทำด้วยใจ เพื่อหวังให้กรุงเทพฯดีขึ้น ซึ่งส่วนตัวไม่กดดัน แต่จะทำให้ดีที่สุด หากคนกทม.เลือกต่อเราก็ทำงานต่อ หากไม่เลือกก็มีอย่างอื่นทำ ไม่กดดันอะไรเลย เพราะไม่มีภาระอะไรต้องแบก หรือต้องแบกพรรคการเมือง "ถ้าไม่ได้ก็แค่ชัชชาติและทีมไม่ได้เท่านั้นเอง"
เมื่อถามว่ามีคู่แข่งถามว่า 4 ปีที่ผ่านมาทำอะไรไว้บ้าง นายชัชชาติ กล่าวว่า ก็ต้องอธิบาย หากดูหลายเรื่องก็ทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น เราไม่ได้ทำเรื่องเดียว ถ้าเกิดอยากรู้และตั้งใจดู ก็พอเห็นบ้าง
เมื่อถามว่ามี challenge กับตัวเองหรือไม่ นายชัชชาติกล่าวว่า วันนี้โลกเปลี่ยน เราต้องแข่งกับเมืองทั่วโลก เพราะโลกเปลี่ยน ทุกเมืองเปลี่ยนแปลง ทุกคนต้องแข่งขัน ดึงคนเก่ง ดึงธุรกิจดีๆ เราแข่งกับตัวเองไม่พอ ซึ่งตนมองว่าความน่าอยู่ของกรุงเทพฯตอนนี้ก็ดีขึ้น แต่ก็ยังต้องเพิ่มประสิทธิภาพ ลดเรื่องการทุจริต พัฒนาธุรกิจต่างๆ ให้ดีขึ้น โดยเฉพาะเรื่องของการทุจริตที่เป็นเรื่องฝังรากลึก 4 ปีที่ผ่านมาพวกตนทำงานอย่างหนักร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ไล่คนทุจริตออกไปกว่า 41 คน แต่ก็ยังทำต่อ และดึงเรื่องของเทคโนโลยีเข้ามา ให้เป็นระบบออนไลน์ แม้จะดีขึ้น แต่ก็คิดว่าไม่มีทางหมด จึงจำเป็นต้องเดินหน้าต่อ เพราะเป็นเรื่องของบุคคลด้วย ส่วนเรื่องของเศรษฐกิจก็ต้องทำต่อ เพราะที่ผ่านมาเราไม่มีอำนาจไปแจกเงินให้คน เราจึงต้องแจกความรู้และโอกาส จึงมีโครงการต่างๆ เข้ามาสนับสนุนคนที่สนใจ
เมื่อถามถึงทีมบริหารชุดเดิมยังร่วมการทำงานต่อหรือไม่ นายชัชชาติกล่าวว่า ก็ยังช่วยกันทำงาน ก่อนจะพูดแกล้มแซวว่า ขอดูผลงานช่วงเดือนนี้ก่อน ซึ่งเย็นวันนี้ก็จะมีการเปิดตัวทีมงาน ซึ่งไม่ใช่เฉพาะรองผู้ว่าฯ แต่จะมีหลากหลาย เพราะเรามีคนเก่งๆ เยอะมาอยู่ในทีมผู้บริหารด้วย นับร้อยคน แต่บางคนก็ไม่อยากเปิดตัว ซึ่งเย็นนี้ก็จะได้เห็น เพราะมีความหลากหลาย ทั้งนักวิชาการ ศิลปิน ที่จะมาช่วยงานกัน ตนไม่มีขอบจำกัดสำหรับคนที่จะมาช่วย เพราะมาด้วยใจ ทำงานอย่างอิสระ
ส่วนเรื่องของขลัง วันนี้ไม่มีพกอะไรมา การเลือกตั้งครั้งที่แล้ว ก็มีคนให้พระเหนือดวง จตุคามรามเทพมา แต่วันนี้ไม่ได้หยิบมา เพราะมีคนบอกว่าหากหยิบมาก็จะได้เบอร์ดี แต่ตนมองว่าเบอร์อะไรก็ได้ เหมือนเดิม และหากได้เป็นผู้ว่าฯ ตนก็จะเป็นเหมือนเดิม คือเป็นผู้ว่าฯ ติดดิน ลุย พร้อมรับใช้ประชาชน ทุกคนคือเจ้านายเรา นั่นคือหัวใจ ซึ่งตนเคยพูดเมื่อ 4 ปีที่แล้วว่า จะต้องรับใช้ประชาชนทุกคน ไม่ว่าจะเลือกหรือไม่เลือกเรา และหวังว่าจะไม่ทำให้ประชาชนผิดหวัง แต่ 4 ปีที่ผ่านมาก็อาจจะมีคนผิดหวังบ้าง แต่ก็เชื่อว่ามีคนที่ไม่ผิดหวัง ให้โอกาสเราทำงานต่อไป
ส่วนนโยบาย นายชัชชาติ กล่าวว่า เรามี vision คือเมืองที่สร้างโอกาสและความหวังสำหรับทุกคน คือมี 4 ด้าน คน เมือง ระบบ และเศรษฐกิจ ซึ่งจะมีการเดินหน้าหลายๆ โครงการ รวมถึงการปรับปรุงลานคนเมืองให้เป็นพิพิธภัณฑ์เมือง เพราะมีนโยบายที่จะย้ายศาลาว่าการกทม.มาที่ดินแดง 2 ตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งครั้งแรกแล้ว แต่ที่ดินแดงยังไม่พร้อม นอกจากนี้ก็จะมีนโยบายอื่นๆ เพื่อรองรับ เนื่องจากเราไม่สามารถมีนโยบายน้อยๆ เพื่อตอบโจทย์คน 10 ล้านคนได้ ตนมองว่า 250 นโยบายบวก เราได้กลั่นกรองมาทุกมิติ ดูแลทางผู้สูงอายุ ที่สำคัญคือต้องนำภาคเอกชนเข้ามาร่วม ว่าจะสามารถจ้างผู้สูงอายุเข้าทำงานได้หรือไม่ โดยมีเป้าหมายในการจ้างผู้สูงอายุประมาณ 10,000 คน จึงจำเป็นต้องนำภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วม ซึ่ง 4 ปีที่ผ่านมาเราสามารถสร้างความไว้วางใจได้อย่างดีในการทำงานร่วมกันกับภาคเอกชน ก็เชื่อว่าจะทำให้มีพลังกระโดด แต่ไม่ใช่เฉพาะแรงกระโดดจากกทม. แต่คือมีภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วม
นายชัชชาติ ยังเปิดเผยด้วยว่า เมื่อคืนนอนไม่หลับ นอนไป 2 ชั่วโมง เปลี่ยนสไลด์ข้อมูล เนื่องจากต้องเตรียมสไลด์ข้อมูล ส่วนบุตรชาย น้องแสนดี ตอนนี้ก็ตัวใครตัวมัน ไปลั้นลาอยู่ไหนก็ไม่รู้ จากนั้นนายชัชชาติได้ไปไหว้พระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ ก่อนที่จะเข้าไปจัดการเอกสารรับสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่ากรุงเทพมหานคร