“วิโรจน์” ซัดแรง! “โสภณ” ใช้ฐานกฎหมายอะไรสั่งคุมอำนาจ กมธ.

โดย PPTV Online

เผยแพร่

“วิโรจน์ ลักขณาอดิศร” ซัดแรง! “โสภณ” ใช้ฐานกฎหมายอะไรสั่งคุมอำนาจ กมธ. ชี้ตัวประธานสภาไม่ใช่ข้อบังคับ-ไม่ใช่รธน. ย้ำ “นิติบัญญัติ” เป็นอำนาจเดียวต่อต้านถ่วงดุล “ระบอบสีน้ำเงิน”

นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ “off the record” ถึงการทำหน้าที่ประธานสภา จากกรณีนางสาวภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคประชาชน โจมตี นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา ว่าเป็นขี้ข้ารับใช้นาย กรณีวางกรอบการทำงานของคณะกรรมาธิการสามัญ

โดยนายวิโรจน์ บอกว่า ตนยังย้ำคำเดิมว่า “ตำแหน่ง” มันไม่ได้ทำให้คนมีเกียรติ แต่คนต่างหากที่ทำให้ตำแหน่งมีเกียรติ หลายคนที่บอกว่าต้องเคารพประธานสภา ก็ต้องถามด้วยว่าคนที่มาดำรงตำแหน่งประธานสภาประพฤติตนเช่นไร

วิโรจน์ รายการoff the record
นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ off the record

เราเคยเห็น ส.ส.พรรคประชาชน พูดอะไรแบบนี้กับนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา อดีตประธานสภาฯหรือไม่ ก็อาจจะโต้เถียงกันในสภาก็ด้วยความเคารพ ก็ไม่เคยใช้คำที่ไม่เหมาะสม ก็โต้เถียงกันในหลักการ

ส่วนที่ถูกมองว่าการไปเรียกประธานสภาว่า “ขี้ข้า” แรงไปหรือไม่นั้น นายวิโรจน์ บอกว่า มันก็ต้องดูพฤติกรรม โดยตำแหน่งประธานสภาเป็นตำแหน่งประมุขของอำนาจนิติบัญญัติ จะทำอะไรก็ต้องระลึกถึงหน้าที่สำคัญที่สุดของอำนาจนิติบัญญัติคือ การตรวจสอบถ่วงดุลรัฐบาล แต่ถ้าเกิดทำให้หน้าที่ตรงนั้นมันเสื่อมหายไป ก็ต้องถามบุคคลคนนั้นว่า ยังสมควรที่จะดำรงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรอยู่หรือไม่

ส่วนที่ถูกมองว่ามีการใช้กรรมาธิการเป็นเครื่องมือ หรืออยากจะฉีกหน้าใครก็เชิญเขามาประจาน ซึ่ง นายวิโรจน์ บอกว่า ถ้ามองว่าเป็นการฉีกหน้า ทำไมเขาไม่เตรียมตัว เพราะคำถามทุกอย่างก็ทำหนังสือนัดไป ว่าต้องการเอกสารอะไร จะถามอะไร จะถามคำถามในประเด็นใดบ้าง แต่ถ้ามาแล้วไม่ตอบ หรือตอบอะไรที่ไร้ตรรกะ ไม่มีข้อมูล ก็ต้องถามว่ากรรมาธิการหักหน้าเขา หรือคนที่ไม่ตอบไม่รักษาหน้าตัวเอง

“ถ้าผมเชิญไป แล้วผมบอกหมดเลยว่าผมจะถามเรื่องอะไร เอกสารที่ต้องการคืออะไร ก็เตรียมคำตอบมาสิ แล้วปรากฏว่ามาแล้วไม่ตอบอะไร หรือถาม ก. ตอบ ข. ถามม้าตอบวัว แล้วประชาชนเขาวิพากษ์วิจารณ์ เป็นความผิดผมเหรอ หรือเป็นความผิดคนตอบ” นายวิโรจน์ กล่าว

ทั้งนี้กรรมาธิการเป็นเครื่องมือกลไกของรัฐธรรมนูญมาตั้งนานแล้วในการสืบหาข้อเท็จจริง ในการถ่วงดุลรัฐบาล ซึ่งคนที่เป็นรัฐบาลก็ต้องครองเสียงข้างมากในสภาอยู่แล้ว และหลายกรณีก็ครองเสียงข้างมากในกรรมาธิการอยู่แล้ว แล้วถ้าบอกว่าต้องขอมติเสียงข้างมากในกรรมาธิการก่อนจะเชิญใคร ก็เท่ากับว่าจะตรวจสอบหรือสืบหาข้อเท็จจริงอะไร ก็ต้องขอความอนุมัติจากรัฐบาลก่อนสิ ต้องขอความเห็นชอบจาก ส.ส. ฝั่งรัฐบาลก่อน อย่างนี้มันก็เป็นการปิดปาก ปิดหูปิดตาในการตรวจสอบ แม้นายโสภณ อาจจะคิดอย่างนั้นก็ได้ แต่ผมขอเตือนด้วยความหวังดีถึงนายโสภณ ว่าตัวประธานสภา ไม่ใช่ข้อบังคับ ไม่ใช่รัฐธรรมนูญ ดังนั้นการจะบอกว่าการไม่ฟังคำสั่งของนายโสภณเท่ากับขัดข้อบังคับหรือขัดรัฐธรรมนูญ มันไม่ใช่

วิโรจน์ รายการoff the record
นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน

“ประธานไม่ใช่ข้อบังคับ ในข้อบังคับการประชุมสภา ประธานต้องวางตัวเป็นกลาง คุณจะมาเอาตำแหน่งประธานแล้วบอก ฉันคือประธาน ฉันคือรัฐธรรมนูญ ฉันคือข้อบังคับ อย่างนี้มันเผด็จการ ซึ่งประธานจะมีคำสั่งได้ต้องมีฐานกฎหมายรองรับ และในรัฐธรรมนูญ ระบุหน้าที่กรรมาธิการว่ามีหน้าที่สืบหาข้อเท็จจริง โดยมีข้อยกเว้นว่าไม่สามารถเชิญผู้พิพากษาหรือตุลาการที่กำลังทำหน้าที่ในอรรถคดีนั้น ๆ คือเชิญมาได้ถ้าไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ในอรรถคดีนั้น แต่เขาไม่ได้ยกเว้นประธานสภา ดังนั้น การใช้อำนาจของนายรังสิมันต์ โรม ในฐานะประธานกรรมาธิการกฎหมายฯ จึงยังมีฐานกฎหมายรองรับ”

เมื่อถามว่า พรรคประชาชนกำลังรู้สึกว่าถูกกินรวบ หรือคุกคามพื้นที่อำนาจหรือไม่ นายวิโรจน์ บอกว่า ตนคิดว่าไม่ใช่แค่พรรคประชาชน แต่อำนาจนิติบัญญัติกำลังถูกคุกคาม กำลังถูกลิดรอนอำนาจโดยฝ่ายบริหาร และตอนนี้อำนาจนิติบัญญัติเป็นอำนาจเดียวที่จะต่อต้านหรือถ่วงดุลอำนาจของระบอบสีน้ำเงิน

ทั้งนี้ อยากให้นายโสภณไปพิจารณาข้อบังคับข้อ 93 ของการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งสรุปได้ว่าการประชุมคณะกรรมาธิการฯ ก็เหมือนส่วนย่อของการประชุมสภา ซึ่งข้อ 93 บอกให้ใช้ข้อบังคับการประชุมสภาเป็นข้อบังคับการประชุมกรรมาธิการโดยอนุโลม ถามว่าเวลาประธานสภาจะบรรจุวาระอะไร ใช้ตามข้อบังคับข้อ 22 ต้องขอมติที่ประชุมสภาหรือไม่  ประธานบรรจุได้เลย แล้วในเมื่อประธานสภาใช้ข้อ 22 ได้ ดังนั้นประธานกรรมาธิการฯ ตามข้อ 93 ก็ต้องใช้ข้อ 22 ได้เช่นกัน  ตนจึงอยากรู้ว่านายโสภณเอาฐานกฎหมายในข้อบังคับข้อไหนมาออกคำสั่งนี้

วิโรจน์ รายการoff the record
นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน

“ที่ผ่านมาไม่เคยมีแนวทางแบบนี้ ผมเคยอยู่ในยุคประธานชวน(ชวน หลีกภัย)  อาจารย์วันนอ(วันมูหะมัดนอร์ มะทา) ก็ไม่เคยเจออะไรแบบนี้ ต่อให้อยู่ในยุคนายกรัฐมนตรีชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็ไม่เคยเจออะไรแบบนี้”

เมื่อถามถึงเส้นแบ่งการใช้อำนาจประธานกรรมาธิการฯ ควรมีแค่ไหน นายวิโรจน์ บอกว่า ถ้าเป็นการเรียกคุณสุชาดา มาถามว่าทำไมชอบกินข้าวมันไก่ อย่างนี้เรียกไม่ได้เพราะเป็นเรื่องส่วนตัว ไม่เป็นประโยชน์สาธารณะ แต่กรณีการถือหุ้นของคู่สมรสของคุณสุชาดา เป็นประเด็นที่น่าสนใจของสาธารณะ เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่ สส. เกี่ยวพันกับธุรกิจผิดกฎหมายหรือการฟอกเงิน ซึ่งมันเป็นประเด็นที่ กมธ. ต้องตรวจสอบข้อเท็จจริง

ดังนั้นกรอบในการบรรจุวาระโดยชอบของประธานกรรมาธิการฯ มี 4–5 ประเด็น คือ 1. ตรวจสอบรัฐบาล 2. ตรวจสอบการกระทำโดยชอบของหน่วยงานราชการ 3. ตรวจสอบที่เกี่ยวข้องกับการใช้งบประมาณ 4. เกี่ยวพันกับประโยชน์สาธารณะ

เมื่อถามว่าพรรคประชาชนหรือพรรคส้มกำลังถูกล้อมกรอบ ถูกริบดาบ เพื่อไม่ให้เติบโตทำงานไม่ได้หรือไม่ นายวิโรจน์ บอกว่า ก็เป็นทั้งหมด ทั้งพรรคประชาธิปัตย์และฝ่ายค้านทั้งหมดก็โดน แล้วเราจะเอาเครื่องมืออะไรในการตรวจสอบหาข้อเท็จจริง ถ้าบอกให้ขอมติเสียงข้างมาก ฝ่ายรัฐบาลก็ครองเสียงข้างมากทั้งในสภาและในกรรมาธิการ อย่างนั้นก็ไม่ต้องตรวจสอบเลย

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

ขณะนี้ มีรายการกำลังถ่ายทอดสด คุณสนใจหรือไม่?

เข้มข่าวค่ำ

เข้มข่าวค่ำ

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ