Top-PL-Oct26 Top-PL-Oct26

เงาแค้นฝรั่งเศสยังไม่จาง ขอคำอธิบายสหรัฐฯเพิ่ม ปม “เรือดำน้ำนิวเคลียส์”

โดย PPTV Online

เผยแพร่

เริ่มต้นประชุมสมัชชาใหญ่องค์การสหประชาชาติ ที่จะจัดขึ้นทุกปีในมหานครนิวยอร์ก สหรัฐฯ ประชาคมโลกกำลังเตรียมพร้อมพูดคุยหารือเรื่องที่เป็นวาระของโลก เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิกาศ ความมั่นคงในตะวันออกกลาง รวมถึงการถอนทหารของสหรัฐจากอัฟกานิสถาน แต่ประเด็นที่ร้อนแรงและหลายชาติใช้โอกาสนี้เป็นเวทีอัดกัน คือ เรื่องข้อตกลง “ออคัส”

ความร่วมมือด้านความมั่นคงที่สหรัฐฯ สหราชอาณาจักร และออสเตรเลีย ทำร่วมกันที่มีผลทำให้ออสเตรเลียจะได้รับเทคโนโลยีสร้างเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์จากสหรัฐฯ และมีผลทำให้ออสเตรเลียฉีกสัญญาซื้อเรือดำน้ำพลังงานดีเซลของฝรั่งเศส

ทำให้ ฝรั่งเศสโมโหมาก ตอบโต้ด้วยการเรียกทูตของตัวเองในออสเตรเลียและในสหรัฐฯ กลับประเทศ และในวันนี้ (21 ก.ย.64) รัฐมนตรีต่างประเทศของฝรั่งเศส ซึ่งกำลังร่วมประชุมยูเอ็นก็ออกมาอัดสหรัฐฯ ต่อเนื่อง และเรื่องร้องให้ชาติยุโรปอยู่ข้างตัวเอง

ออคุส คือ ชื่อของความร่วมมือเพื่อเสริมความมั่นคงในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก โดย สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และออสเตรเลีย  ตามข้อตกลงสหรัฐฯ และสหราชอาณาจักรจะถ่ายทอดเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ เทคโนโลยีควอนตัม และระบบการป้องกันการโจมตีทางไซเบอร์ ไปจนถึงช่วยสร้างเรือดำน้ำนิวเคลียร์

ความร่วมมือนี้จะทำให้ออสเตรเลียกลายมาเป็นชาติที่ 7 ของโลก ที่มีเรือดำน้ำนิวเคลียร์เป็นของตนเอง

ตามเว็บไซด์ของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ออสเตรเลียจะได้เรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์อย่างน้อย 8 ลำ ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ออสเตรเลียจะเป็นชาติที่มีเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์เกือบเท่าฝรั่งเศส ซึ่งเป็นหนึ่งในชาติมหาอำนาจนิวเคลียร์ นับเป็นความร่วมมือทางการทหารระหว่างประเทศที่ใหญ่ที่สุดในรอบหลายสิบปี และเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1958 ที่สหรัฐฯ จะถ่ายทอดเทคโนโลยีการสร้างเรือดำน้ำนิวเคลียร์ให้กับประเทศอื่น

อย่างไรก็ตาม ความร่วมมือนี้สร้างความไม่พอใจอย่างมากให้กับฝรั่งเศส เพราะพอสหรัฐฯจะช่วยสร้างเรือดำน้ำนิวเคลียร์ ออสเตรเลียได้ฉีกสัญญามูลค่า 50,000 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ หรือ 1.6 ล้านล้านบาทที่ทำไว้กับฝรั่งเศสในปี 2016 เงินจำนวนนี้ฝรั่งเศสจะสร้างเรือดำน้ำให้ออสเตรเลีย 12 ลำ แต่เป็นเรือดำน้ำพลังงานดีเซล ที่หลายฝ่ายบอกว่า ไม่น่าแปลกใจที่ออสเตรเลียจะเลือกไปกับสหรัฐฯ เพราะได้ของที่ดีกว่า

อย่างไรก็ตาม ที่มีการวิพากษณ์วิจารณ์กัน คือ วิธีการในฐานะพันธมิตรที่เหนียวแน่นของสหรัฐฯ ฝรั่งเศสรู้เรื่องการทำข้อตกลงนี้เพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนมีการประกาศ และนี่คือสิ่งที่ฝรั่งเศสบอกว่า เหมือนถูกแทงข้างหลัง ระบุว่า สหรัฐฯ พังทำลายความไว้วางใจโดยสิ้นเชิง

ตอนนี้ฝรั่งเศสต้องพยายามโน้มน้าวชาติอียู รวมถึงชาตินาโตให้อยู่ข้างตัวเอง เมื่อคืนที่ผ่านมา ฌอง-อีฟว์ เลอ ดริยอง รัฐมนตรีว่าการะทรวงการต่างประเทศฝรั่งเศส ใช้โอกาสในการประชุมใหญ่ยูเอ็น ที่ผู้นำจากทั่วโลกมารวมกัน ประชุมนอกรอบกับผู้นำประเทศของสหภาพยุโรป และให้สัมภาษณ์กับสื่อต่อเนื่องถึงพฤติกรรมและวิธีการของสหรัฐว่า ไร้ความเคารพ เห็นแก่ประโยชน์ และฝรั่งเศสต้องการคำอธิบายจากสหรัฐฯถึงเหตุผลที่ทำแบบนั้น

โดยสาเหตุที่ฝรั่งเศสโมโห เพราะเสียผลประโยชน์ทางด้านธุรกิจหลังออสเตรเลียฉีกสัญญา หรือมีอะไรมากกว่านั้น ก่อนหน้านี้โฆษกรัฐบาลฝรั่งเศส ระบุว่า แน่นอนเป็นเรื่องธุรกิจ แต่มีสิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือ เรื่องการที่พันธมิตรแทงข้างหลัง ไม่โปร่งใส การยกเลิกสัญญานี้เกิดขึ้นโดยที่ฝรั่งเศสไม่ทันตั้งตัว ไม่มีการแจ้งล่วงหน้า ซึ่งการทำแบบนี้ทำให้ฝรั่งเศสไม่สามารถไว้เนื้อเชื่อใจ และอาจกระทบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในด้านอื่น ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

 

อียูเห็นใจ ยืนข้างฝรั่งเศส กรณีถูกฉีกสัญญาเรือดำน้ำ

ซึ่งในการประชุมของฝรั่งเศสกับบรรดาชาติอียู ปรากฏฝรั่งเศสได้รับความเห็นอกเห็นใจจากสมาชิกอียูด้วยกัน ตอกย้ำถึงรอยปริแยกของประเทศในสหภาพยุโรปกับสหรัฐฯซึ่งกอดคอเป็นพันธมิตรเคียงบ่าเคียงไหล่กันมาในทุก ๆ สนามของความมั่นคงโลกนับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2

โจเซฟ บอเรลล์ หัวหน้าฝ่ายนโยบายต่างประเทศของสหภาพยุโรป กล่าวว่า เหตุการณ์แบบนี้ไม่ควรเกิดขึ้นในหมู่ของพันธมิตร ชาติพันธมิตรไม่ควรแทงข้างหลัง ทำลายความไว้วางใจกัน แต่ควรจะส่งเสริมร่วมมือกัน

ถือเป็นจุดต่ำสุดของความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับฝรั่งเศส และอาจจะลามไปถึงสหรัฐกับสหภาพยุโรป ล่าสุดทางสหรัฐฯ พยายามสมานรอยร้าว โดยรายงานจากทำเนียบขาว ประธานาธิบดีโจ ไบเดน เตรียมโทรศัพท์พูดคุยกับผู้นำฝรั่งเศส ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง อย่างไรก็ตามการพูดคุยยังไม่เกิดขึ้น และยังไม่มีไทม์ไลน์ที่ชัดเจนว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่

 

หวั่น "ออคุส" กระทบนาโต้ เสริมให้จีนร่วมมือเกาหลีเหนือ

ชาติยุโรปสำคัญอย่างยิ่งต่อยุทธศาสตร์ความมั่นคงของสหรัฐฯ มานานเกือบ 70 ปีนับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ในฐานะผู้ชนะในสงคราม ประธานาธิบดีแฮร์รี ทรูแมน ของสหรัฐฯ ประกาศเข้าช่วยฟื้นฟูยุโรปที่บอบช้ำอย่างหนักจากสงคราม ส่วนหนึ่งเพื่อสกัดกั้นการกลับเข้ามาของสหภาพโซเวียต ส่วนหนึ่งเพราะอุดมการณ์ที่ตรงกัน นั่นคือ สิ่งที่เรียกว่า โลกเสรีและความเป็นประชาธิปไตย

ระหว่างปี 1948-1951 รัฐบาลสหรัฐฯ ทุ่มงบประมาณช่วยเหลือยุโรปหลายแสนเหรียญ สหรัฐฯผ่านแผนที่เรียกว่า แผนมาแชล (Marshall Plan) เงินเหล่านี้ถูกใช้ไปในการบูรณะบ้านเมืองที่ย่อยยับ ใช้เริ่มต้นในการฟื้นอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมหนัก จนทำให้เศรษฐกิจของยุโรปค่อย ๆ ฟื้นตัวขึ้นมาอีกครั้ง

ประเทศที่ได้รับความช่วยเหลือมากที่สุดในคราวนั้น คือ ฝรั่งเศส และ เยอรมนี  และนี่คือจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ที่เรียกว่า พันธมิตรที่เหนียวแน่นระหว่างสหรัฐฯ ซึ่งเป็นพันธมิตรที่วันนี้ฝรั่งเศสบอกว่า ถูกทำลายลงอย่างไม่มีชิ้นดี

 

นอกจากกระทบกับความสัมพันธ์กับฝรั่งเศส ปีเตอร์ ริคเคตต์ อดีตเอกอัคราชทูตสหราชอาณาจักรประจำฝรั่งเศส ชี้ว่า ข้อตกลงออคุสอาจส่งผลถึงความร่วมมือในองค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือหรือนาโตด้วย เพราะจุดกำเนิดและปรัชญาของนาโต คือ ความไว้เนื้อเชื่อใจกันระหว่างพันธมิตรที่นำมาสู่การช่วยเหลือกันเมื่อชาติสมาชิกชาติใดชาติหนึ่งถูกรังแกหรือตกอยู่ในภาวะสงคราม เมื่อปรัชญาหลักคือความไว้เนื้อเชื่อใจกันถูกทำลาย สิ่งที่เกิดขึ้นคือปัญหาใหญ่

 

การถ่ายทอดเทคโนโลยีทางการทหารชั้นสูงแบบนี้เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามต่อกรกับอิทธิพลจีนในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก เพราะหากออสเตรเลียซึ่งเป็นพันธมิตรของสหรัฐฯมีศักยภาพทางการทหารในระดับเดียวกับจีนก็จะเกิดการคานอำนาจขึ้น ข้อตกลงนี้จึงถือว่า มีส่วนในการจัดสรร ดุลหรือขั้วอำนาจในภูมิภาคใหม่ แต่ไม่เฉพาะทางฝั่งสหรัฐฯ เท่านั้น จะส่งผลต่อการจัดสรรขั้วอำนาจทางฝ่ายจีนด้วย ความร่วมมือนี้อาจส่งผลกระทบให้จีนหันไปพึ่งพาพันธมิตรอย่างเกาหลีเหนือ เพื่อเพิ่มแรงต่อรองของจีน

และท่าทีล่าสุดของเกาหลีเหนือก็ดูเหมือนจะเข้าทางจีน เมื่อวานนี้ สำนักข่าว KCNA เผยแพร่บทสัมภาษณ์รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเกาหลีเหนือ ที่ออกมาประณามว่า ความร่วมมือดังกล่าวจะยิ่งเสริมให้การแข่งขันกันสะสมอาวุธนิวเคลียร์ในภูมิภาคนี้ดุเดือดยิ่งขึ้น  ในขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสให้จีนและเกาหลีเหนือร่วมมือกันมากขึ้น เพื่อรักษาสมดุลของภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก

เมื่อขั้วอำนาจใหญ่จับกันแบบนี้ หรือแตกกันแบบนี้ คนกลางอย่างสหประชาชาติว่าอย่างไร

หวั่นสงครามเย็นครั้งใหม่จาก 2 มหาอำนาจ สหรัฐฯ-จีน

ล่าสุด สำนักข่าวเอพีเผยบทสัมภาษณ์ อันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการใหญ่แห่งสหประชาชาติ ที่ออกมาเตือนถึงความเป็นไปได้ที่โลกจะเกิดสงครามเย็นครั้งใหม่ จากสองขั้วอำนาจใหญ่คือ สหรัฐฯ และจีน และผลกระทบจากความขัดแย้งนี้จะส่งผลไปยังหลายด้าน ตั้งแต่เศรษฐกิจ การเงิน การป้องกันโควิด-19 ไปจนถึงความพยายามแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ดังนั้นสิ่งที่ทั้งสองชาติต้องทำเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาอื่นๆ ที่จะตามมา คือร่วมมือกัน และฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างสองชาติ

ต้องติดตามว่าประเด็นข้อพิพาทจากความร่วมมือนี้จะส่งผลกระทบใด ตลอดจนจะมีชาติใดที่ออกมากล่าวหรือแสดงจุดยืนเลือกข้างอีกหรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อในช่วงนี้ เป็นช่วงที่องค์การสหประชาชาติกำลังอยู่ระหว่างการจัดการประชุมสมัชชาใหญ่ครั้งที่ 76 ที่นครนิวยอร์ก ซึ่งผู้แทนจากแต่ละชาติจะขึ้นมากล่าวสุนทรพจน์ในประเด็นต่าง ๆ

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ