สื่อนอกจวก ผู้นำโลกประชุม COP26 แก้ปัญหาโลกร้อน แต่นั่งเจ็ตส่วนตัวมาเพียบ
เป้าหมายสำคัญสูงสุดของการประชุม COP26 คือ การกดไม่ให้อุณหภูมิของโลกสูงเกิน 1.5 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับช่วงเวลาก่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรม ทำได้ด้วยการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เป็นสาเหตุของสภาวะโลกร้อน ลดการใช้พลังงานฟอสซิส เช่น น้ำมัน และถ่านหิน เลิกตัดไม้ทำลายป่าซึ่งเป็นตัวดูดซับก๊าซเรือนกระจก มาดูว่า 9 วันที่ผ่านมา ประเทศต่าง ๆ ทำอะไรไปแล้วบ้าง
1. ยุติการตัดไม้ทำลายป่า : นี่เป็นข้อตกลงสำคัญฉบับแรก โดย 100 ประเทศทั่วโลกซึ่งมีพื้นที่ป่าคิดเป็นร้อยละ 85 ของพื้นที่ป่าโลก รวมถึงป่าแอมะซอน ให้คำมั่นว่าจะยุติการตัดไม้ทำลายป่าและฟื้นฟูป่าไม้ภายในปี 2030 ทั้งยังตั้งกองทุนมูลค่า 19,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 632,000 ล้านบาท เพื่อเงินช่วยเหลือประเทศที่กำลังเผชิญกับวิกฤตป่าไม้ถูกทำลาย โดยเฉพาะป่าแอมะซอนและ ป่าฝนคองโก ป่าฝนที่มีขนาดใหญ่มากที่สุดในโลกเป็นอันดับ 2 และกำลังเผชิญกับการสูญเสียพื้นที่สีเขียวอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตามในข้อตกลงนี้ ประเทศไทยไม่ได้ลงนาม
2. ตกลงลดการปล่อยปล่อยก๊าซมีเทน : กว่า 100 ประเทศเข้าร่วมโครงการลดการปล่อยก๊าซมีเทนลงร้อยละ 30 ภายในปี 2030 อย่างไรก็ตาม จีน รัสเซีย และอินเดีย ซึ่งเป็นประเทศต้นทางปลดปล่อยก๊าซรายใหญ่ไม่ได้เข้าร่วม
3. ยุติการใช้ถ่านหิน : กว่า 40 ประเทศตกลงกันว่าจะเลิกผลิตไฟฟ้าจากถ่านหิน ภายในทศวรรษ 2030 สำหรับประเทศยักษ์ใหญ่ทางเศรษฐกิจ และภายในปี 2040 สำหรับประเทศยากจน แต่ประเทศที่พึ่งพาถ่านหินมากที่สุดอย่างจีน, สหรัฐฯ, อินเดีย และออสเตรเลีย ไม่ได้ลงนาม
4. ส่งเสริมพลังงานสะอาด : ราว 450 องค์กรที่ควบคุมเม็ดเงิน 130 ล้านล้านดอลลาร์ หรือราวร้อยละ 40 ของสินทรัพย์เอกชนทั่วโลก ให้คำมั่นว่าจะสนับสนุนเทคโนโลยีสีเขียว เช่น พลังงานหมุนเวียน ที่มาจากลม น้ำ แสงแดด เป็นต้น
เหล่านี้คือความคืบหน้าที่เกิดขึ้นในการประชุม Cop26 ซึ่งผ่านมาหนึ่งสัปดาห์แล้ว
นักสิ่งแวดล้อมชี้ ช้าเกินไปในการลงมือแก้โลกร้อน
ในมุมของนักสิ่งแวดล้อม พวกเขามองว่าการประชุมครั้งนี้ประสบความสำเร็จหรือล้มเหลว มีเสียงจากนักเคลื่อนไหวของกรีนพีซ ที่ไปร่วมสังเกตุการณ์การประชุม พวกเขาระบุว่า หากดูที่ตัวนโยบายก็ประสบความสำเร็จ แต่หากมองที่ประเด็นความเร่งด่วนเพื่อลดอุณหภูมิโลกนั้นยังคงล่าช้าเกินไปในการลงมือทำ
ย้อนไปเมื่อวันที่ 5 พ.ย. ที่ผ่านมา อาล็อก ชาร์มา ประธาน Cop26 เพิ่งจะออกมาเตือนให้นานาชาติกระตือรือร้นมากกว่านี้ ในการปกป้องสภาพอากาศ คำเตือนของเขาออกมาหลัง จีน, สหรัฐฯ, อินเดีย และออสเตรเลีย ไม่ได้ลงนามยุติการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานถ่านหิน โดยระบุว่า ให้ทุก ๆ ชาติระลุกถึงคำสัญญาที่บรรดาผู้นำประเทศให้คำมั่นไว้ ว่าจะร่วมกันลดอุณหภูมิโลกไม่ให้ถึง 1.5 องศาเซลเซียสในอนาคต
"ตูวาลู" ส่งสารให้โลกเห็นถึงผลกระทบโลกร้อน
ทุกประเทศจะได้ส่งสารสำคัญ ไม่ว่าจะเดินทางมากล่าวเอง หรือส่งวิดีโอมา ซึ่งความสนใจส่วนใหญ่ก็จะอยู่ที่ประเทศใหญ่ๆ แต่ล่าสุดมีวิดีโอจากประเทศตูวาลู เกาะเล็ก ๆ ในภูมิภาคโอเชียเนีย ที่ ไซมอน คอฟ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม คมนาคม และการต่างประเทศลงทุนแสดงให้เห็นถึงปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศด้วยการอ่านสุนทรพจน์จากพื้นที่ที่ถูกน้ำทะเลหนุนสูงขึ้นมาจนถึงระดับเข่า วิดีโอดังกล่าวมีกำหนดเปิดในการประชุม Cop26 และคาดกันว่าจะเรียกความสนใจจากหลายฝ่าย ในบรรดากลุ่มประเทศโอเชียเนีย มีเพียง 3 ประเทศเท่านั้นได้แก่ ตูวาลู ฟิจิ และปาเลา ที่ส่งตัวแทนไปร่วมประชุม
ส่วนในวันนี้ เข้าสู่สัปดาห์ที่ 2 ของการประชุม Cop26 สำนักข่าวบีบีซี เผยข้อมูลน่าสนใจว่า ในการประชุมครั้งนี้มีตัวแทนจากบริษัทพลังงานเชื้อเพลิง เช่น น้ำมันและก๊าซธรรมชาติ รวมถึงนักล็อบบียิสต์ที่ทำงานให้บริษัทเหล่านี้เข้าร่วมถึง 503 คน
รายงานจากกลุ่มรณรงค์ Global Witness ชี้ว่า กลุ่มคนเหล่านี้ควรจะถูกแบนไม่ให้เข้าร่วม เนื่องจากตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา บริษัทเหล่านี้มีส่วนสำคัญในการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก อีกทั้งยังเป็นอุปสรรคในการเปลี่ยนแปลงนโยบายต่าง ๆ
ในการประชุม Cop26 ครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมราว 40,000 คน ประเทศที่ส่งคนเข้าร่วมมากที่สุดคือ บราซิล ส่งมาถึง 479 ราย ซึ่งกลุ่มรณรงค์ Global Witness ก็เปรียบเทียบว่า จำนวนตัวแทนจากบราซิลยังน้อยกว่าตัวแทนจากบริษัทน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเสียอีก ในขณะที่สหราชอาณาจักร ซึ่งเป็นเจ้าภาพ มีตัวแทนเข้าร่วมเพียง 230 ราย
ผู้ชุมนุมยังคงกดดันผู้นำโลกให้จริงจังแก้โลกร้อน
ส่วนที่ด้านนอกการประชุม เมื่อสุดสัปดาห์ บรรดานักเคลื่อนไหวและประชาชนทั่วไปรวมตัวกันเดินขบวนครั้งใหญ่ เพื่อเปล่งเสียงกดดันให้นานาชาติจริงจังกว่านี้ในการแก้ไขปัญหาสภาพอากาศ จากภาพ คือ บรรยากาศของการเดินขบวนในเมืองกลาสโกว์ สกอตแลนด์ ที่เป็นไปอย่างสงบ และเต็มไปด้วยสีสันมากมาย มีทั้งกิจกรรมเต้น และจัดการแสดงสดที่สะท้อนถึงผลกระทบจากโลกร้อน นอกจากนั้นในหลายเมืองทั่วโลก เช่น กรุงปารีส ในฝรั่งเศส หรือ กรุงโซล เมืองหลวงเกาหลีใต้ มีผู้คนออกมาชุมนุมเพื่อรณรงค์ปกป้องสภาพอากาศแบบนี้เช่นกัน ทั้งหมดมารวมตัวกันเพื่อบอกว่า จำต้องแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วนแล้ว รวมถึงทวงคำสัญญาที่บรรดาผู้นำโลกเคยให้คำมั่นไว้