จากกรณีที่เมื่อสัปดาห์ก่อน นิวมีเดีย พีพีทีวี ได้รายงานข่าว สาเหตุการเกิด “การสัมผัสเชื้อแต่ไม่ติดเชื้อ (Abortive Infection)” โดยนักวิจัยต่างประเทศพบว่า เกิดจากไวรัสเข้าสู่ร่างกายไปแล้ว แต่ถูกกำจัดโดย “ทีเซลล์ (T-cell)” หรือ “หน่วยความจำของของระบบภูมิคุ้มกัน” ในระยะแรกสุดของการติดเชื้อ จนกลายเป็นแนวทางใหม่ที่น่าสนใจในการพัฒนาวัคซีนโควิด-19
ความสำคัญ “หน่วยความจำภูมิคุ้มกัน” สัมผัสเชื้อโควิด-19 ก็อาจไม่ติดเชื้อ
ล่าสุด บริษัท อีเมอร์เจ็กซ์ (Emergex) จากอังกฤษ ได้ออกมาเปิดเผยแผนการพัฒนาวัคซีนโควิด-19 ของตนว่า จะเริ่มการทดลองทางคลินิกในมนุษย์สำหรับวัคซีนรุ่นที่สองสำหรับป้องกันโควิด-19 โดยจะมีลักษณะเป็น “แผ่นแปะผิวหนัง” ซึ่งใช้ทีเซลล์ในการฆ่าเซลล์ที่ติดเชื้อ และสามารถให้ภูมิคุ้มกันที่ยาวนานกว่าวัคซีนในปัจจุบัน
อีเมอร์เจ็กซ์เป็นบริษัทเทคโนโลยีชีวภาพหน้าใหม่ ที่มุ่งพัฒนาวัคซีนโรคต่าง ๆ จากหน่วยความจำภูมิคุ้มกันโดยเฉพาะ ก่อตั้งขึ้นในปี 2016 โดย ศ.โทมัส เรดเมเคอร์ ศาสตราจารย์กิตติคุณด้านการแพทย์ระดับโมเลกุลที่โรงเรียนแพทย์มหาวิทยาลัยคอลเลจลอนดอน
วัคซีนที่พัฒนาจากทีเซลล์จะกำจัดเซลล์ที่ติดเชื้อออกจากร่างกายอย่างรวดเร็วหลังการติดเชื้อ จึงป้องกันการแพร่กระจายของไวรัสและโรคได้ ในขณะเดียวกัน แอนติบอดีที่สร้างโดยวัคซีนโควิด-19 ในปัจจุบัน มักมุ่งเป้าป้องกันหรือกำจัดตัวไวรัสโดยตรงและหยุดไม่ให้มันแพร่เชื้อสู่เซลล์ แต่ทีเซลล์จะค้นหาและทำลายเซลล์ที่ติดเชื้อ โดยวัคซีนอื่น ๆ เช่น ไฟเซอร์ หรือแอสตร้าเซเนก้า ก็สร้างการตอบสนองของทีเซลล์ได้เช่นกัน แต่ในระดับที่น้อยกว่า
ทั้งนี้ อีเมอร์เจ็กซ์เพิ่งได้รับไฟเขียวจากหน่วยงานกำกับดูแลยาของสวิตเซอร์แลนด์ ให้ดำเนินการทดสอลประสิทธิภาพวัคซีนในมนุษย์ครั้งแรกได้ที่เมืองโลซานน์ โดยมีอาสาสมัคร 26 คนที่จะได้รับวัคซีนโควิด-19 ในปริมาณสูงและต่ำ โดยจะเริ่มทดสอบตั้งแต่วันที่ 3 ม.ค. ผลจากการทดสอบคาดว่าจะเผยแพร่ในเดือน มิ.ย. 2022
โรบิน โคเฮน ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการค้าของบริษัท กล่าวว่า “นี่เป็นครั้งแรกที่หน่วยงานกำกับดูแลได้อนุมัติวัคซีนโควิด-19 ของเราให้เข้าสู่การทดสอบทางคลินิก”
เขาอธิบายเชิงเปรียบเทียบว่า “ไวรัสเปรียบเสมือนดาวเคราะห์น้อยที่ตกลงมาสู่โลก เมื่อมันตกลงมาสู่เซลล์ของเรา หรือในที่นี้คือโลก สารหรือองค์ประกอบข้างในก็จะปรากฏขึ้นทั่วพื้นผิวโลก ทีเซลล์จะทำการสแกน หากพบว่าสารข้างในเป็นสิ่งแปลกปลอม ก็จะเร่งฆ่าเซลล์นั้น”
วัคซีนโควิด-19 ในปัจจุบันกระตุ้นการตอบสนองของแอนติบอดีที่ลดลงเมื่อเวลาผ่านไป ซึ่งหมายความว่า ผู้คนจำเป็นต้องฉีดวัคซีนกระตุ้นเพื่อรักษาระดับการป้องกันไวรัส แต่วัคซีนอีเมอร์เจ็กซ์ทำงานแตกต่างออกไป โดยการฆ่าเซลล์ที่ติดเชื้อได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งหมายความว่า มันสามารถให้ภูมิคุ้มกันที่ยาวนานขึ้น อาจเป็นเวลาหลายสิบปี และอาจเป็นแนวทางที่ดีกว่าในการต่อสู้กับการกลายพันธุ์ของไวรัสโควิด-19
โคเฮนกล่าวว่า ส่วนที่ยุ่งยากคือ กลไกการจะส่งวัคซีนอีเมอร์เจ็กซ์เข้าไปยังระบบภูมิคุ้มกัน ศ.เรดเมเคอร์ และทีมวิจัย จะใช้อนุภาคทองคำเล็ก ๆ ที่เคลือบด้วยเปปไทด์ (ชิ้นส่วนโปรตีน) ที่ออกแบบมาเพื่อสร้างการตอบสนองของทีเซลล์ในร่างกาย
จากนั้นจะพัฒนาวัคซีนขึ้นมาในรูปแบบของ “แผ่นแปะผิวหนัง” ขนาดเท่าหัวแม่มือ ซึ่งเมื่อแปะกับผิวหนังแล้ว จะมีเข็มขนาดเล็กที่จะปล่อยวัคซีนเข้าสู่ร่างกายภายในเวลาไม่กี่วินาที วัคซีนตัวนี้สามารถอยู่ได้นานถึง 3 เดือนที่อุณหภูมิห้อง (20-25 องศาเซลเซียส) ซึ่งแตกต่างจากวัคซีนบางตัวที่ต้องเก็บไว้ในช่องแช่แข็งติดลบหรือตู้เย็น
การทดลองในสวิตเซอร์แลนด์จะดำเนินการโดย ศ.เบลส เจนตัน จากศูนย์การปฐมพยาบาลและสาธารณสุข มหาวิทยาลัยโลซานน์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์
อย่างไรก็ตาม วัคซีนโควิด-19 อีเมอร์เจ็กซ์คาดว่าจะนำมาใช้งานจริงได้เร็วที่สุดคือในปี 2025 ทั้งนี้เพื่อให้แน่ใจในความลอดภัยและประสิทธิภาพของวัคซีน โคเฮนย้ำว่า ระยะเวลาดังกล่าวเป็นเรื่องปกติ การที่มีการเร่งพัฒนาวัคซีนโควิด-19 ในปีที่ผ่านมาเกิดขึ้นได้เพราะมีการลัดขั้นตอนจากกลไกการบริหารในช่วงสภาวะวิกฤต
นอกจากวัคซีนโควิด-19 แล้ว ก่อนหน้านี้ในเดือน มิ.ย. อีเมอร์เจ็กซ์เพิ่งได้รับอนุมัติการทดสอบทางคลินิกระยะที่ 1 วัคซีนโรคไข้เลือดออกจากทีเซลล์เช่นกัน โดยผลการทดสอบเบื้องต้นจะเผยแพร่ในเดือน ม.ค.
เรียบเรียงจาก The Guardian
ภาพจาก Latch Medical