ยอดผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายวันของเมื่อวันที่ 6 ธันวาคมที่ผ่านมามีจำนวนลดลงเหลือ 6,381 ราย ถือว่าลดลงเกือบครึ่งหนึ่ง เมื่อเทียบกับยอดของวันก่อนที่ตอนนั้นสูงถึง 11,125 ราย นับเป็นสัญญาณที่ดี เนื่องจากในช่วงหลายวันที่ผ่านมา แอฟริกาใต้เผชิญกับยอดผู้ติดเชื้อใหม่ที่พุ่งทะยานขึ้นแตะหลักหมื่นในเวลาอันรวดเร็ว เพราะย้อนไปเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน ยอดผู้ติดเชื้อใหม่ในแอฟริกาใต้อยู่ที่หลักร้อยเท่านั้น
ยังไม่ชัดเจนว่าจำนวนผู้ติดเชื้อใหม่ที่เพิ่มขึ้นและลดลงนี้ เกี่ยวข้องกับการระบาดของโควิดโอมิครอนหรือไม่ อย่างไรก็ตามเมื่อวันที่ 3 ธันวาคมที่ผ่านมา ทางกระทรวงสาธารณสุขของแอฟริกาใต้ได้ประกาศว่า ประเทศกำลังเผชิญกับการระบาดระลอก 4 แล้ว และเป็นการระบาดที่มีความแตกต่างจากระลอกก่อนหน้า
มีข้อมูลน่าสนใจจากโรงพยาบาลสตีฟ บีโก และโรงพยาบาลชวาเน ที่ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของจังหวัดเกาเต็ง และเป็นจังหวัดแรกที่พบโควิดโอไมครอน รวมถึงยังเป็นจังหวัดที่มีความชุกของผู้ติดเชื้อใหม่สูงที่สุดในขณะนี้ ระบุว่า จากจำนวนผู้ป่วยใน 38 รายของวันที่ 2 ธันวาคมที่ผ่านมา ในจำนวนนี้เป็นคนที่ยังไม่ฉีดวัคซีนมากถึง 24 ราย ส่วนอีก 8 รายยังไม่ทราบสถานะ และมีเพียง 6 รายเท่านั้นที่ได้รับวัคซีนแล้ว
นอกจากนั้นในวันที่ 14 - 29 พฤศจิกายน ซึ่งเป็นช่วงสองสัปดาห์แรกที่โอมิครอนระบาด ทั้งสองโรงพยาบาลยังเผชิญกับจำนวนผู้ป่วยที่ต้องนอนเตียงพยาบาลเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยระบุว่ามีมากถึง 166 คน และในจำนวน 166 คนนี้ มีหลากหลายอายุรวมถึงเด็ก ๆ ซึ่งแตกต่างจากการระบาดระลอกก่อนที่มักจะเป็นผู้สูงวัย
อีกความแตกต่างจากระลอกก่อนก็คือ อัตราการเสียชีวิต และระยะเวลาในการนอนโรงพยาบาล รายงานระบุว่า ค่าเฉลี่ยของผู้ป่วยที่ต้องนอนโรงพยาบาลในระลอกนี้อยู่ที่ 2.8 วัน ซึ่งน้อยกว่าช่วง 18 เดือนที่แล้ว ที่ตอนนั้นอยู่ที่ 8.5 วัน ส่วนอัตราการเสียชีวิตในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาก็ต่ำกว่าระลอกก่อนหน้าราวร้อยละ 23
ข้อมูลเหล่านี้กำลังบอกว่า หากการระบาดระลอกใหม่เป็นผลจากโอมิครอนจริง ผู้ป่วยมีแนวโน้มที่จะมีอาการป่วยน้อยลง นอนโรงพยาบาลสั้นลง ขณะเดียวกันก็ยังบ่งชี้ว่า ส่วนใหญ่ของผู้ป่วยมักเป็นคนที่ยังไม่ได้รับวัคซีน
อย่างไรก็ตามที่ผ่านมามีรายงานว่า คนที่ฉีดวัคซีนครบแล้วก็สามารถติดโควิดโอมิครอนได้เช่นกัน แม้จะมีสัญญาณที่ดีจากจำนวนผู้ป่วยใหม่ล่าสุดที่ลดลง รวมถึงข้อมูลจากโรงพยาบาลในพื้นที่การระบาดที่บ่งชี้ถึงความแตกต่างของการการในระลอกนี้ แต่ล่าสุดผู้นำประเทศยังคงขอให้เตรียมพร้อมรับมือหากสถานการณ์เลวร้าย
ประธานาธิบดีไซริล รามาโฟซา ระบุว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเตรียมโรงพยาบาลให้พร้อมรับมือกับจำนวนผู้ป่วยที่อาจเพิ่มขึ้น รวมถึงเตรียมออกซิเจนด้วย แม้ว่าส่วนใหญ่ของผู้ป่วยระลอกนี้จะไม่ได้ใช้เครื่องช่วยหายใจก็ตาม
นอกจากนั้นยังเน้นย้ำว่า ประชาชนควรเข้ารับการฉีดวัคซีนด้วย เนื่องจากส่วนใหญ่ของผู้ป่วยระลอกนี้ที่ต้องนอนโรงพยาบาล ล้วนเป็นคนที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีน และเมื่อพูดถึงประเด็นการฉีดวัคซีน ผู้นำแอฟริกาใต้วิจารณ์ไปยังประเทศร่ำรวยหลายประเทศ เนื่งองจากมองว่า พวกเขาแบ่งวัคซีนให้ประเทศที่กำลังพัฒนาเสมือนทำทาน คาดกันว่าหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้เกิดการระบาดระลอกใหม่ ตลอดจนการอุบัติของโควิดสายพันธุ์ใหม่มาจากอัตราการฉีดวัคซีนที่ยังน้อย
สาธารณสุขอังกฤษเตือน โอมิครอนกำลังระบาดในชุมชน
อีกประเทศที่กำลังถูกจับตามองสถานการณ์การระบาดของโอมิครอนก็คือ สหราชอาณาจักร เพราะยอดผู้ติดเชื้อยังคงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ซ้ำร้ายข้อมูลล่าสุดจาก ซาจิด จาวิด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขระบุว่า ขณะนี้โอมิครอนอาจแพร่ระบาดในชุมชนหลายแห่งของอังกฤษ
ที่กล่าวแบบนี้ก็ เพราะสหราชอาณาจักรกำลังมีจำนวนผู้ติดเชื้อโอมิครอนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทั้งที่แบนไฟล์ทบินประเทศเสี่ยง ส่งผลให้คาดกันว่าการระบาดอาจเกิดขึ้นในประเทศแล้ว
ซาจิด จาวิด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขของอังกฤษระบุว่า เชื้อโอมิครอนอาจแพร่ระบาดในหลายชุมชนของอังกฤษแล้ว เนื่องจากผู้ติดเชื้อจำนวนหนึ่งไม่ใช่นักเดินทาง และไม่มีประวัติการเดินทาง
ส่วนจำนวนผู้ติดเชื้อ ล่าสุดสหราชอาณาจักรมีผู้ติดเชื้อที่ยืนยันแล้วรวม 336 ราย ในจำนวนนี้แบ่งเป็น 261 รายในอังกฤษ 71 รายในสกอตแลนด์ และในเวลส์อีก 4 ราย
อย่างไรก็ตาม แม้จะระบุว่าพบการระบาดในชุมชน แต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธาณณสุขของอังกฤษชี้ว่า จนถึงตอนนี้ยังไม่มีข้อมูลแน่ชัดว่า โควิดโอมิครอนจะก่อให้เกิดอาการป่วยหนัก หรือหลบหลีกวัคซีนที่ใช้กันอยู่หรือไม่ รวมถึงไม่อาจรับประกันได้ว่า ไวรัสตัวนี้จะไม่กระทบต่อการฟื้นตัวของประเทศ
แต่สิ่งที่ต้องทำเพิ่มในเวลานี้ที่ชัดเจนก็คือ การฉีดบูสเตอร์โดส โดยสหราชอาณาจักรตั้งเป้าว่า ประชาชนที่มีอายุมากกว่า 18 ปี ทุกคนจะต้องได้รับวัคซีนเข็มที่สามภายในเดือนมกราคมปีหน้า
เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา สหราชอาณาจักรเพิ่งจะเพิ่ม ไนจีเรีย เข้าไปในรายชื่อประเทศที่ถูกแบน ส่งผลให้ภาพรวมมี 11 ประเทศแล้วที่ถูกแบนห้ามเดินทางเข้า
นอกจากนั้นยังกำหนดให้ผู้ที่จะเดินทางเข้าสหราขอาณาจักรทุกคนต้องตรวจหาเชื้อโควิด-19 ก่อนเดินทางภายในเวลา 48 ชั่วโมง และเมื่อมาถึงต้องเข้ารับการกักตัวนาน 10 วัน
ปัจจุบันสหราชอาณาจักรถือเป็นประเทศที่มีจำนวนผู้ติดเชื้อที่ยืนยันแล้วมากที่สุด ส่วนประเทศอื่น ๆ ในยุโรปก็ยังคงทยอยพบผู้ติดเชื้อโอมิครอนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน โดยเฉพาะนอร์เวย์ ที่มีคลัสเตอร์จากงานปาร์ตี้
นอร์เวย์พบคลัสเตอร์โอมิครอน ผู้ติดเชื้ออาจถึง 100 คน
คลัสเตอร์โอมิครอนในนอร์เวย์มาจากปาร์ตี้คริสต์มาสงานหนึ่งที่จัดขึ้นโดยบริษัทด้านพลังงาน เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายนที่ผ่านมา คาดกันว่านี่เป็นคลัสเตอร์นอกแอฟริกาใต้ที่ใหญ่ที่สุด เพราะมีผู้ติดเชื้อโควิดโอมิครอนจากงานนี้แล้วอย่างน้อย 60 ราย จากผู้ร่วมงานทั้งหมด 120 ราย จุดเริ่มต้นมาจากสมาชิกในงานปาร์ตี้รายหนึ่งที่เพิ่งเดินทางกลับมาจากแอฟริกาใต้
สถานการณ์ที่เกิดขึ้นส่งผลให้นอร์เวย์ยกระดับมาตรการทันที โดยเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา รัฐบาลนอร์เวย์ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวท้องถิ่นว่าอาจออกมาตรการเพิ่ม เนื่องจากตอนนี้มาตรการคุมเข้มถูกบังคับใช้แค่ในกรุงออสโล เมืองหลวง เช่น กำหนดให้ประชาชนต้องสวมหน้ากากอนามัยในบางพื้นที่ รวมถึงขอให้ทำงานจากที่บ้านในช่วงนี้
อย่างไรก็ตามยังไม่ชัดเจนว่ามาตรการใหม่ที่จะออกมาในสัปดาห์นี้จะแตกต่างกันไปตามความเข้มข้นของการระบาด หรือเป็นมาตรการระดับชาติที่บังคับใช้เหมือนกันทุกพื้นที่
เรียกได้ว่าในเวลานี้ โลกยังคงรอคำตอบจากนักวิทยาศาสตร์ว่า โควิดโอมิครอน จะร้ายกายกว่าโควิดเดลตาที่เป็นตัวหลักในการระบาดอยู่หรือไม่ ซึ่งคำตอบที่ว่านี้จะส่งผลกระทบต่อมาตรการต่างๆ ที่หลายประเทศบังคับใช้ด้วย ว่าจะเข้มงวดขึ้น หรือผ่อนปรนลง
ผู้เชี่ยวชาญเตือนการระบาดครั้งหน้า จะรุนแรงกว่าโควิด
ปิดท้ายด้วยคำเตือนจากผู้พัฒนาวัคซีนต้านโควิด-19 ที่เมื่อวานนี้ออกมาเตือนว่า การระบาดครั้งหน้าอาจไม่เหมือนโควิด-19 เพราะอาจรุนแรงกว่านี้จนถึงขั้นหายนะ
ซาราห์ กิลเบิร์ต ผู้เชี่ยวชาญด้านวัคซีน และเป็นหนึ่งในทีมพัฒนาวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าได้ออกมาเตือนโลกเมื่อวานนี้ ระหว่างการบรรยาย Richard Dimbleby Lecture ที่มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด โดยระบุว่า โรคระบาดในอนาคตอาจรุนแรงยิ่งกว่าโควิด-19 และโลกควรเตรียมตัวรับมือให้ดี ด้วยการนำเอาบทเรียนจากโควิดมาใช้
ไวรัสตัวใหม่อาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต หรืออาจแพร่ระบาดได้ง่ายกว่าเดิม หรืออาจมีทั้งสองคุณสมบัตินี้เลย นี่คือสิ่งที่มนุษย์ไม่อาจทราบได้ แต่ที่แน่ๆ โควิด-19 ไม่ใช่ภัยคุกคามสุดท้าย
ส่วนในประเด็นโอมิครอน ผู้เชี่ยวชาญยกตัวอย่างการกลายพันธุ์ที่มากมายบนส่วนหนามโปรตีนขึ้นมา พร้อมชี้ว่า จุดกลายพันธุ์เหล่านี้ อาจทำให้ไวรัสทนทานต่อแอนตีบอดีมากขึ้น ดังนั้นโลกจึงควรชะลอ ไม่เปิดโอกาสให้ไวรัสกลายพันธุ์ได้รวดเร็ว
โดยหนึ่งในความหมายของการชะลอที่เธอหมายถึงนั้น รวมถึงการส่งมอบและกระจายวัคซีนไปยังประเทศอื่นๆ ด้วย เนื่องจากที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์ต่างชี้ว่า สภาพแวดล้อมของสังคมใดๆ ก็ตามที่มีอัตราการฉีดวัคซีนต่ำจะทำให้มีความเสี่ยงสูงที่เชื้อไวรัสจะกลายพันธุ์