หลังจากที่มีสื่อต่างประเทศรายงานข่าวว่า โรมัน อบราโมวิช เจ้าของสโมสรฟุตบอลเชลซีชาวรัสเซีย และเจ้าหน้าที่ยูเครน 2 ราย มีอาการคล้ายกับถูกวางยาพิษ โดยมีอาการตาแดง เจ็บตา ผิวหนังลอก แต่ไม่ถึงระดับที่เป็นอันตรายต่อชีวิต
คำแรกในหัวใครหลาย ๆ คนอาจจะคิดว่าเป็น “ฝีมือรัสเซีย” หรือเปล่า? ด้วยภาพจำที่อาจกลายเป็นภาพเหมารวม (Stereotype) ว่า คดีที่เกี่ยวข้องกับการวางยาพิษ ต้องเป็นฝีมือรัสเซียเท่านั้น
เจอข้อครหาหนักทั้งคู่ ทหารยูเครนยิงเชลยศึก-ทหารรัสเซียข่มขืนพลเรือน
ภาพจำดังกล่าวเกิดจากการที่รัสเซียถูกกล่าวหามาตลอดว่า เป็นผู้อยู่เบื้องหลังคดีวางยาพิษหลายสิบครั้งตลอดศตวรรษที่ผ่านมา
หากถามว่าเราจะแน่ใจได้อย่างไรว่า เรื่องที่เกิดขึ้นแต่ละครั้งเป็นการวางยาพิษจริงหรือไม่ และเป็นฝีมือรัสเซียจริงหรือไม่ คำตอบคือ เราไม่มีทางรู้ได้เลย ในส่วนของยาพิษ หากไปตรวจร่างกายหรือส่งตัวอย่างเลือดไปตรวจ ยังอาจพอทราบได้ ส่วนที่ว่าเป็นฝีมือของใครนั้น ก็จะต้องตรวจสอบหาแหล่งที่มาของพิษและหลักฐานที่ชัดเจนว่าใครเป็นผู้ลงมือ
แน่นอนว่าหลายคดีในอดีตที่รัสเซียตกเป็นผู้ต้องสงสัย ก็ยังคงสถานะเป็นเพียงผู้ต้องสงสัยเท่านั้น เพราะขาดหลักฐานที่จะมายืนยันเอาผิด
ทำไมรัสเซียตกเป็นผู้ต้องสงสัยหมายเลข 1 เมื่อมีคดีวางยาพิษ?
สาเหตุที่รัสเซียมีภาพลักษณ์ว่าเกี่ยวข้องกับการวางยาพิษนั้น ต้องย้อนประวัติศาสตร์ไปเมื่อ 100 ปีก่อน ตั้งแต่สหภาพโซเวียตยังเรืองอำนาจ ที่มีการก่อตั้งห้องปฏิบัติการเพื่อการศึกษาพิษ หรือ “Lab X” ในปี 1921 ตามคำสั่งของวลาดิเมียร์ เลนิน ผู้นำโซเวียตในขณะนั้น
ห้องแล็บดังกล่าวใช้ชื่อทางการที่ธรรมดาไม่โดดเด่นว่า สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์หมายเลข 2 หรือ NII-2
หน้าที่ของห้องแล็บแห่งนี้เป็นความลับระดับรัฐที่น้อยคนจะทราบรายละเอียด แต่อดีตเจ้าหน้าที่ข่าวกรองของรัสเซียหลายคน รวมถึงผู้ที่แปรพักตร์และหลบหนีจากรัสเซียบางคน ต่างยืนยันว่า แล็บแห่งนี้เป็น “โรงงานผลิตยาพิษ” ของรัฐบาลรัสเซีย
ผู้เชี่ยวชาญด้านข่าวกรองของตะวันตกเชื่อว่า พิษที่รัสเซียพัฒนาขึ้นน่าจะมุ่งเป้าไปที่การนำมาใช้ในสนามรบ แต่อดีตเจ้าหน้าที่ความมั่นคงโซเวียต (KGB) เชื่อกันว่า เป็นพิษที่เน้นเป้าหมายรายบุคคลมากกว่า
ย้อนคดีดัง ที่รัสเซียวางยาพิษ
มีการรายงานจากข่าวกรองของชาติตะวันตกรวมถึงปากคำของอดีตเจ้าหน้าที่ของรัสเซียหลายคนที่บอกว่า รัสเซียมีความพยายามในการพัฒนายาพิษจริง
พาเวล ซูโดพลาตอฟ อดีตหัวหน้าสายลับโซเวียตในยุดของสตาลิน ได้เขียนข้อมูลเกี่ยวกับ Lab X และผู้อำนวยการของห้องแล็บ คือ ศ.กริกอรี ไมรานอฟสกี ไว้ในบันทึกประจำวัน ซึ่งต่อมาได้รับการเผยแพร่ และทำให้ทั้งโลกได้ทราบว่า Lab X มีอยู่จริง
1947 – ตามข้อมูลของซูโดพลาตอฟ เล่าไว้ในว่า ศ.ไมรานอฟสกีมักจะฉีดยาพิษให้กับเป้าหมายภายใต้ข้ออ้างว่าเป็นการตรวจสุขภาพตามปกติ เหยื่อเหล่านี้เช่น ราอูล วัลเลนเบิร์ก นักการทูตชาวสวีเดนที่เสียชีวิตอย่างลึกลับในปี 1947 ระหว่างที่ถูกควบคุมตัวโดยสหภาพโซเวียต เช่นเดียวกับผู้ที่อาจแปรพักตร์หรือคนที่ผู้นำโซเวียตออกคำสั่งให้ประหารชีวิต
ปี 1971 เป็นต้นมา – สหภาพโซเวียตได้เริ่มพัฒนาพิษที่เป็นสารทำลายประสาทที่ชื่อว่า โนวิช็อก (Novichok) ขึ้นมา มีรายงานว่าถูกนำมาใช้จริงตั้งแต่ในปี 1995 แต่เราจะเห็นพิษชนิดนี้ในการสังหารบุคคลสำคัญช่วงหลังปี 2000
ปี 1978 – ช่วงปลายยุคโซเวียต มีคดีที่ KGB ปฏิบัติภารกิจปิดปากศัตรู โดย โอเล็ก คาลูกิน เจ้าหน้าที่ระดับนายพลของ KGB ยอมรับว่า Lab X ได้จัดหายาพิษที่ใช้ในการฆ่า จอร์จี มาร์คอฟ ชาวบัลแกเรียที่ต้องสงสัยว่าเป็นสายลับของอังกฤษ โดยถูกสังหารในลอนดอนด้วยร่มที่ทาพิษไว้ตรงปลาย โดยให้ชาวบัลแกเรียเป็นคนลงมือ รัสเซียเพียงจัดหาพิษ
ปี 2004 – ในช่วงที่มีการเลือกตั้งประธานาธิบดียูเครน ระหว่าง วิกเตอร์ ยานูโควิช ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดียูเครน ซึ่งเชื่อกันว่ามีรัสเซียหนุนหลังอยู่ กับวิกเตอร์ ยุชเชนโก จากฝ่ายที่สนับสนุนประชาธิปไตย
ครั้งนั้นยุชเชนโกถูกวางยาพิษจนล้มป่วย ใบหน้าของเขาเสียโฉม แต่ไม่เสียชีวิต และแม้จะโดนยาพิษ แต่การเลือกตั้งครั้งนั้นเขาก็ยังเป็นใยชนะ
นักวิทยาศาสตร์สรุปว่า เรื่องที่เกิดกับยุชเชนโกเป็นผลมาจากพิษไดออกซิน (Dioxin) ชนิดหนึ่ง แต่ก็ยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าใครเป็นคนทำ โดยอดีตเสนาธิการของยุชเชนโกโทษว่าเป็นฝีมือของรัสเซีย
ปี 2006 – อเล็กซานเดอร์ ลิตวิเนนโก อดีตเจ้าหน้าที่หน่วยความมั่นคงกลางรัสเซีย (FSB) ที่แปรพักตร์ไปหาอังกฤษ ถูกวางยาพิษในชาขณะอยู่ในร้านอาหารญี่ปุ่น โดยพิษที่ใช้คือโพโลเนียม (Polonium) ซึ่งเป็นธาตุกัมมันตรังสี ทำให้เขาเสียชีวิตอย่างช้า ๆ
ในปฏิบัติการนี้ มีรายงานว่า โพโลเนียมที่ใช้ ไม่ได้มาจาก Lab X แต่ถูกผลิตขึ้นที่โรงงานของรัฐอีกแห่งในเมืองซารอฟ เชื่อกันว่ารัสเซียได้แปลงไอโซโทปของโพโลเนียมให้อยู่ในรูปแบบที่สามารถพกพาได้อย่างปลอดภัย และเชื่อว่า โพโลเนียมอาจถูกบรรจุไว้ในเม็ดไมโครเคลือบเจลาติน ทำให้ยากต่อการสังเกต
ปี 2018 – ในเดือน มี.ค. 2018 เกิดเหตุคดีพยายามสังหาร เซอร์เก สครีพอล อดีตสายลับรัสเซียที่แปรพักตร์ไปอยู่กับสหราขอาณาจักร โดยเจ้าหน้าที่สองคนจากหน่วยข่าวกรองต่างประเทศของรัสเซีย (GRU) ได้เดินทางไปที่ซอลส์บรี ในสหราชอาณาจักร นำโนวิช็อกใส่ไว้ในขวดน้ำหอมปลอม แล้วฉีดพ่นไปที่มือจับประตูบ้านของเซอร์เก
ครั้งนั้น ยูเลีย ลูกสาวของเซอร์เกเดินทางมาเยี่ยมพอดี ทำให้ทั้งเซอร์เกและยูเลียต่างถูกพิษด้วยกันทั้งคู่ โดยมีอาการน้ำลายฟูมปาก สติล่องลอย โชคดีที่ทั้งสองคนรับการรักษาได้ทันท่วงที และได้รับพิษในปริมาณน้อย
อย่างไรก็ตาม ในเดือน ก.ค. 2018 ดอว์น สเตอร์เจส หญิงชาวอังกฤษ และสามี ไปเก็บขวดน้ำหอมที่มีพิษโนวิช็อกมาจากถังขยะโดยบังเอิญ และนำมาฉีดที่ข้อมือ ทำให้เธอแสดงอาการใน 15 นาที และเสียชีวิตในอีกไม่กี่วันต่อมา
ส.ค. 2020 – หน่วยความมั่นคงกลางรัสเซีย (FSB) ถูกกล่าวหาว่าพยายามสังหาร อเล็กเซ นาวาลนี ผู้นำฝ่ายค้านของรัสเซีย ด้วยสารกระตุ้นประสาท โนวิช็อก (Novichok) โดยนาวาลนีบอกว่า รอดมาได้เพราะไปหาแพทย์เฉพาะทางในเยอรมนีได้ทันเวลา และอ้างว่า FSB นำพิษมาป้ายไว้ที่ตะเข็บด้านในของกางเกงในของเขา ทำให้พิษซึมเข้าสู่ร่างกาย
นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลจาก ยูริ ชเวตส์ อดีตพันเอกของ KGB ซึ่งต่อมาย้ายมาตั้งรกรากอยู่ในสหรัฐฯ ได้เล่าถึงประสบการณ์การไปเยือนห้องทดลองลับสุดยอดในช่วงทศวรรษ 1980
เขาเล่าว่า ตอนนั้นเขาต้องเข้าไปรับ “ยาพูดความจริง” หรือหากใครเป็นเหล่าพอตเตอร์เฮด คงต้องนึกว่านี่คือ “สัจจะเซรุ่ม” อย่างแน่นอน โดยชเวตส์ต้องนำยานี้ไปใช้กับสายลับอเมริกัน
ชเวตส์เล่าว่า Lab X ได้ผลิตสารหลายชนิด ไม่เพียงแต่ยาพิษ ยังยาเสพติด และสารออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทด้วย
ขวดยาพูดความจริงที่ชเวตส์หยิบมานั้น มีชื่อว่า SP-117 เป็นแอลกอฮอล์เข้มข้นไว้ใส่ในแก้วเครื่องดื่ม มีฤทธิ์ทำให้มึนเมาอย่างรวดเร็ว เขาบอกว่า หากยาที่เขาหยิบมามีหมายเลขสูงถึง 117 ก็แสดงว่า ในแล็บยาพิษของรัสเซียอาจมียาพิษอีก 116 รายการเป็นอย่างน้อย
จากเรื่องราวในอดีตที่ผ่านมา ก็ทำให้ไม่น่าแปลกใจนัก ที่รัสเซียจะตกเป็นผู้ต้องสงสัยอันดับ 1 ในเหตุล่าสุดที่มีสื่อรายงานว่า โรมัน อบราโมวิช และเจ้าหน้าที่ยูเครน 2 รายถูกวางยาพิษ ขณะที่ทางยูเครนและสหรัฐฯ ออกมาแสดงความไม่เห็นด้วยกับรายงานดังกล่าว โดยประเมินว่าเป็นอาการที่เกิดจาก “สภาพแวดล้อมมากกว่า”
ทั้งนี้ หากเหตุที่เกิดหับอบราโมวิชเป็นการวางยาพิษจริง ก็ต้องรอให้มีการสืบสวนต่อไปว่า มันเป็นฝีมือของใครกันแน่
สื่อนอกรายงาน รัสเซียอะลุ้มอล่วยให้ยูเครนเข้าอียูได้ แต่ห้ามเข้านาโต
พบทหารรัสเซียเข้าไปในเขตต้องห้ามของ “เชอร์โนบิล” โดยไม่ป้องกัน
เรียบเรียงจาก The Guardian
ภาพจาก Shutterstock