Top-PL-Oct26 Top-PL-Oct26

ย้อนคดีวางยาพิษฝีมือรัสเซีย ทำไมตกเป็นผู้ต้องสงสัยวางยา “อบราโมวิช”

โดย PPTV Online

เผยแพร่

รวบรวมคดีวางยาพิษที่คาดว่าหรือยืนยันได้ว่าเป็นฝีมือของรัสเซีย จนเป็นเหตุให้หลายคนคิดว่ารัสเซียอยู่เบื้องหลังการวางยาพิษ “อบราโมวิช”

หลังจากที่มีสื่อต่างประเทศรายงานข่าวว่า โรมัน อบราโมวิช เจ้าของสโมสรฟุตบอลเชลซีชาวรัสเซีย และเจ้าหน้าที่ยูเครน 2 ราย มีอาการคล้ายกับถูกวางยาพิษ โดยมีอาการตาแดง เจ็บตา ผิวหนังลอก แต่ไม่ถึงระดับที่เป็นอันตรายต่อชีวิต

คำแรกในหัวใครหลาย ๆ คนอาจจะคิดว่าเป็น “ฝีมือรัสเซีย” หรือเปล่า? ด้วยภาพจำที่อาจกลายเป็นภาพเหมารวม (Stereotype) ว่า คดีที่เกี่ยวข้องกับการวางยาพิษ ต้องเป็นฝีมือรัสเซียเท่านั้น

เจอข้อครหาหนักทั้งคู่ ทหารยูเครนยิงเชลยศึก-ทหารรัสเซียข่มขืนพลเรือน

ภาพจำดังกล่าวเกิดจากการที่รัสเซียถูกกล่าวหามาตลอดว่า เป็นผู้อยู่เบื้องหลังคดีวางยาพิษหลายสิบครั้งตลอดศตวรรษที่ผ่านมา

หากถามว่าเราจะแน่ใจได้อย่างไรว่า เรื่องที่เกิดขึ้นแต่ละครั้งเป็นการวางยาพิษจริงหรือไม่ และเป็นฝีมือรัสเซียจริงหรือไม่ คำตอบคือ เราไม่มีทางรู้ได้เลย ในส่วนของยาพิษ หากไปตรวจร่างกายหรือส่งตัวอย่างเลือดไปตรวจ ยังอาจพอทราบได้ ส่วนที่ว่าเป็นฝีมือของใครนั้น ก็จะต้องตรวจสอบหาแหล่งที่มาของพิษและหลักฐานที่ชัดเจนว่าใครเป็นผู้ลงมือ

แน่นอนว่าหลายคดีในอดีตที่รัสเซียตกเป็นผู้ต้องสงสัย ก็ยังคงสถานะเป็นเพียงผู้ต้องสงสัยเท่านั้น เพราะขาดหลักฐานที่จะมายืนยันเอาผิด

ทำไมรัสเซียตกเป็นผู้ต้องสงสัยหมายเลข 1 เมื่อมีคดีวางยาพิษ?

สาเหตุที่รัสเซียมีภาพลักษณ์ว่าเกี่ยวข้องกับการวางยาพิษนั้น ต้องย้อนประวัติศาสตร์ไปเมื่อ 100 ปีก่อน ตั้งแต่สหภาพโซเวียตยังเรืองอำนาจ ที่มีการก่อตั้งห้องปฏิบัติการเพื่อการศึกษาพิษ หรือ “Lab X” ในปี 1921 ตามคำสั่งของวลาดิเมียร์ เลนิน ผู้นำโซเวียตในขณะนั้น

ห้องแล็บดังกล่าวใช้ชื่อทางการที่ธรรมดาไม่โดดเด่นว่า สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์หมายเลข 2 หรือ NII-2

หน้าที่ของห้องแล็บแห่งนี้เป็นความลับระดับรัฐที่น้อยคนจะทราบรายละเอียด แต่อดีตเจ้าหน้าที่ข่าวกรองของรัสเซียหลายคน รวมถึงผู้ที่แปรพักตร์และหลบหนีจากรัสเซียบางคน ต่างยืนยันว่า แล็บแห่งนี้เป็น “โรงงานผลิตยาพิษ” ของรัฐบาลรัสเซีย

ผู้เชี่ยวชาญด้านข่าวกรองของตะวันตกเชื่อว่า พิษที่รัสเซียพัฒนาขึ้นน่าจะมุ่งเป้าไปที่การนำมาใช้ในสนามรบ แต่อดีตเจ้าหน้าที่ความมั่นคงโซเวียต (KGB) เชื่อกันว่า เป็นพิษที่เน้นเป้าหมายรายบุคคลมากกว่า

ย้อนคดีดัง ที่รัสเซียวางยาพิษ

มีการรายงานจากข่าวกรองของชาติตะวันตกรวมถึงปากคำของอดีตเจ้าหน้าที่ของรัสเซียหลายคนที่บอกว่า รัสเซียมีความพยายามในการพัฒนายาพิษจริง

พาเวล ซูโดพลาตอฟ อดีตหัวหน้าสายลับโซเวียตในยุดของสตาลิน ได้เขียนข้อมูลเกี่ยวกับ Lab X และผู้อำนวยการของห้องแล็บ คือ ศ.กริกอรี ไมรานอฟสกี ไว้ในบันทึกประจำวัน ซึ่งต่อมาได้รับการเผยแพร่ และทำให้ทั้งโลกได้ทราบว่า Lab X มีอยู่จริง

1947 – ตามข้อมูลของซูโดพลาตอฟ เล่าไว้ในว่า ศ.ไมรานอฟสกีมักจะฉีดยาพิษให้กับเป้าหมายภายใต้ข้ออ้างว่าเป็นการตรวจสุขภาพตามปกติ เหยื่อเหล่านี้เช่น ราอูล วัลเลนเบิร์ก นักการทูตชาวสวีเดนที่เสียชีวิตอย่างลึกลับในปี 1947 ระหว่างที่ถูกควบคุมตัวโดยสหภาพโซเวียต เช่นเดียวกับผู้ที่อาจแปรพักตร์หรือคนที่ผู้นำโซเวียตออกคำสั่งให้ประหารชีวิต

ปี 1971 เป็นต้นมา – สหภาพโซเวียตได้เริ่มพัฒนาพิษที่เป็นสารทำลายประสาทที่ชื่อว่า โนวิช็อก (Novichok) ขึ้นมา มีรายงานว่าถูกนำมาใช้จริงตั้งแต่ในปี 1995 แต่เราจะเห็นพิษชนิดนี้ในการสังหารบุคคลสำคัญช่วงหลังปี 2000

ปี 1978 – ช่วงปลายยุคโซเวียต มีคดีที่ KGB ปฏิบัติภารกิจปิดปากศัตรู โดย โอเล็ก คาลูกิน เจ้าหน้าที่ระดับนายพลของ KGB ยอมรับว่า Lab X ได้จัดหายาพิษที่ใช้ในการฆ่า จอร์จี มาร์คอฟ ชาวบัลแกเรียที่ต้องสงสัยว่าเป็นสายลับของอังกฤษ โดยถูกสังหารในลอนดอนด้วยร่มที่ทาพิษไว้ตรงปลาย โดยให้ชาวบัลแกเรียเป็นคนลงมือ รัสเซียเพียงจัดหาพิษ

ปี 2004 – ในช่วงที่มีการเลือกตั้งประธานาธิบดียูเครน ระหว่าง วิกเตอร์ ยานูโควิช ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดียูเครน ซึ่งเชื่อกันว่ามีรัสเซียหนุนหลังอยู่ กับวิกเตอร์ ยุชเชนโก จากฝ่ายที่สนับสนุนประชาธิปไตย

ครั้งนั้นยุชเชนโกถูกวางยาพิษจนล้มป่วย ใบหน้าของเขาเสียโฉม แต่ไม่เสียชีวิต และแม้จะโดนยาพิษ แต่การเลือกตั้งครั้งนั้นเขาก็ยังเป็นใยชนะ

นักวิทยาศาสตร์สรุปว่า เรื่องที่เกิดกับยุชเชนโกเป็นผลมาจากพิษไดออกซิน (Dioxin) ชนิดหนึ่ง แต่ก็ยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าใครเป็นคนทำ โดยอดีตเสนาธิการของยุชเชนโกโทษว่าเป็นฝีมือของรัสเซีย

ปี 2006 – อเล็กซานเดอร์ ลิตวิเนนโก อดีตเจ้าหน้าที่หน่วยความมั่นคงกลางรัสเซีย (FSB) ที่แปรพักตร์ไปหาอังกฤษ ถูกวางยาพิษในชาขณะอยู่ในร้านอาหารญี่ปุ่น โดยพิษที่ใช้คือโพโลเนียม (Polonium) ซึ่งเป็นธาตุกัมมันตรังสี ทำให้เขาเสียชีวิตอย่างช้า ๆ

ในปฏิบัติการนี้ มีรายงานว่า โพโลเนียมที่ใช้ ไม่ได้มาจาก Lab X แต่ถูกผลิตขึ้นที่โรงงานของรัฐอีกแห่งในเมืองซารอฟ เชื่อกันว่ารัสเซียได้แปลงไอโซโทปของโพโลเนียมให้อยู่ในรูปแบบที่สามารถพกพาได้อย่างปลอดภัย และเชื่อว่า โพโลเนียมอาจถูกบรรจุไว้ในเม็ดไมโครเคลือบเจลาติน ทำให้ยากต่อการสังเกต

ปี 2018 – ในเดือน มี.ค. 2018 เกิดเหตุคดีพยายามสังหาร เซอร์เก สครีพอล อดีตสายลับรัสเซียที่แปรพักตร์ไปอยู่กับสหราขอาณาจักร โดยเจ้าหน้าที่สองคนจากหน่วยข่าวกรองต่างประเทศของรัสเซีย (GRU) ได้เดินทางไปที่ซอลส์บรี ในสหราชอาณาจักร นำโนวิช็อกใส่ไว้ในขวดน้ำหอมปลอม แล้วฉีดพ่นไปที่มือจับประตูบ้านของเซอร์เก

ครั้งนั้น ยูเลีย ลูกสาวของเซอร์เกเดินทางมาเยี่ยมพอดี ทำให้ทั้งเซอร์เกและยูเลียต่างถูกพิษด้วยกันทั้งคู่ โดยมีอาการน้ำลายฟูมปาก สติล่องลอย โชคดีที่ทั้งสองคนรับการรักษาได้ทันท่วงที และได้รับพิษในปริมาณน้อย

อย่างไรก็ตาม ในเดือน ก.ค. 2018 ดอว์น สเตอร์เจส หญิงชาวอังกฤษ และสามี ไปเก็บขวดน้ำหอมที่มีพิษโนวิช็อกมาจากถังขยะโดยบังเอิญ และนำมาฉีดที่ข้อมือ ทำให้เธอแสดงอาการใน 15 นาที และเสียชีวิตในอีกไม่กี่วันต่อมา

ส.ค. 2020 – หน่วยความมั่นคงกลางรัสเซีย (FSB) ถูกกล่าวหาว่าพยายามสังหาร อเล็กเซ นาวาลนี ผู้นำฝ่ายค้านของรัสเซีย ด้วยสารกระตุ้นประสาท โนวิช็อก (Novichok) โดยนาวาลนีบอกว่า รอดมาได้เพราะไปหาแพทย์เฉพาะทางในเยอรมนีได้ทันเวลา และอ้างว่า FSB นำพิษมาป้ายไว้ที่ตะเข็บด้านในของกางเกงในของเขา ทำให้พิษซึมเข้าสู่ร่างกาย

นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลจาก ยูริ ชเวตส์ อดีตพันเอกของ KGB ซึ่งต่อมาย้ายมาตั้งรกรากอยู่ในสหรัฐฯ ได้เล่าถึงประสบการณ์การไปเยือนห้องทดลองลับสุดยอดในช่วงทศวรรษ 1980

เขาเล่าว่า ตอนนั้นเขาต้องเข้าไปรับ “ยาพูดความจริง” หรือหากใครเป็นเหล่าพอตเตอร์เฮด คงต้องนึกว่านี่คือ “สัจจะเซรุ่ม” อย่างแน่นอน โดยชเวตส์ต้องนำยานี้ไปใช้กับสายลับอเมริกัน

ชเวตส์เล่าว่า Lab X ได้ผลิตสารหลายชนิด ไม่เพียงแต่ยาพิษ ยังยาเสพติด และสารออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทด้วย

ขวดยาพูดความจริงที่ชเวตส์หยิบมานั้น มีชื่อว่า SP-117 เป็นแอลกอฮอล์เข้มข้นไว้ใส่ในแก้วเครื่องดื่ม มีฤทธิ์ทำให้มึนเมาอย่างรวดเร็ว เขาบอกว่า หากยาที่เขาหยิบมามีหมายเลขสูงถึง 117 ก็แสดงว่า ในแล็บยาพิษของรัสเซียอาจมียาพิษอีก 116 รายการเป็นอย่างน้อย

จากเรื่องราวในอดีตที่ผ่านมา ก็ทำให้ไม่น่าแปลกใจนัก ที่รัสเซียจะตกเป็นผู้ต้องสงสัยอันดับ 1 ในเหตุล่าสุดที่มีสื่อรายงานว่า โรมัน อบราโมวิช และเจ้าหน้าที่ยูเครน 2 รายถูกวางยาพิษ ขณะที่ทางยูเครนและสหรัฐฯ ออกมาแสดงความไม่เห็นด้วยกับรายงานดังกล่าว โดยประเมินว่าเป็นอาการที่เกิดจาก “สภาพแวดล้อมมากกว่า”

ทั้งนี้ หากเหตุที่เกิดหับอบราโมวิชเป็นการวางยาพิษจริง ก็ต้องรอให้มีการสืบสวนต่อไปว่า มันเป็นฝีมือของใครกันแน่

สื่อนอกรายงาน รัสเซียอะลุ้มอล่วยให้ยูเครนเข้าอียูได้ แต่ห้ามเข้านาโต

พบทหารรัสเซียเข้าไปในเขตต้องห้ามของ “เชอร์โนบิล” โดยไม่ป้องกัน

เรียบเรียงจาก The Guardian

ภาพจาก Shutterstock

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

ขณะนี้ มีรายการกำลังถ่ายทอดสด คุณสนใจหรือไม่?

เปิดโต๊ะข่าว

เปิดโต๊ะข่าว

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ