ศูนย์อุตุนิยมวิทยาแฮดลีย์สหราชอาณาจักร (MOHC) เผยแพร่รายงานฉบับใหม่ ระบุว่า คลื่นความร้อนรุนแรงที่ทำให้ยุโรปร้อนระอุจนอุณหภูมิบางพื้นที่ทะลุ 40 องศาเซลเซียสในช่วงที่ผ่านมา จะกลายเป็น “อุณหภูมิเฉลี่ยปกติในฤดูร้อนของยุโรป” ภายในปี 2035
และมีการคาดการณ์ว่า ต่อให้ทุกประเทศทั่วโลกจะสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและคาร์บอนได้ตามที่ให้คำมั่นไว้ในการประชุม COP26 อุณหภูมิเฉลี่ยในฤดูร้อนของยุโรปก็จะยังคงสูงขึ้นอยู่ดี เรียกง่าย ๆ ว่า “เป็นสิ่งที่แก้ไม่ได้แล้ว” นั่นเอง
แหล่งที่อยู่เสื่อมโทรมและการล่าสัตว์ ทำให้พะยูนสูญพันธุ์ไปจากจีนแล้ว
การคาดการณ์ของ MOHC นี้พิจารณาจากอุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วทั่วทั้งภูมิภาคโดยใช้ข้อมูลทางประวัติศาสตร์ของอุณหภูมิเฉลี่ยในฤดูร้อนตั้งแต่ปี 1850 และเปรียบเทียบกับการคาดการณ์ของแบบจำลอง
การวิเคราะห์ยังพบว่า ฤดูร้อนโดยเฉลี่ยในภูมิภาคยุโรปกลางภายในปี 2100 จะร้อนขึ้น 4 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับยุคก่อนอุตสาหกรรม เป็นผลของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากมนุษย์ ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากการเผาเชื้อเพลิงฟอสซิล
กลุ่มที่ปรึกษาวิกฤตสภาพภูมิอากาศ (CCAG) ซึ่งเป็นผู้มอบหมายให้ MOHC ทำการศึกษารายงานชิ้นใหม่นี้ แถลงว่า “ข้อมูลนี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงความจำเป็นที่ประเทศต่าง ๆ จะต้องดำเนินการมากไปกว่าสิ่งที่ได้ให้สัญญาไว้ภายใต้ข้อตกลงปารีส ซึ่งมีเป้าหมายที่จะจำกัดภาวะโลกร้อนให้ต่ำกว่า 1.5 องศาเซลเซียส”
ในช่วงที่ผ่านมา หลายชาติยุโรปเผชิญกับคลื่นความร้อนรุนแรงที่ทำให้อุณหภูมิพุ่งสูง เกิดภัยแล้ง แหล่งน้ำแห้งขอด กระทบกับหลายภาคส่วน ทั้งการอุปโภคบริโภค การทำเกษตร การขนส่ง การผลิตไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าพลังน้ำ รวมถึงทำให้การใช้ไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้นด้วย จึงเป็นเรื่องที่น่าวิตก หากภายในไม่เกิน 15 ปีจากนี้ ยุโรปจะต้องเจอกับสถานการณ์แบบนี้ทุกปี
ปีเตอร์ สทอตต์ จาก MOHC กล่าวว่า “ผลพวงของคลื่นความร้อนในยุโรปปี 2003 ได้คร่าชีวิตผู้คนไปกว่า 70,000 คน แต่เราคาดการณ์ว่า อุณหภูมิร้อนรุนแรงดังกล่าว ซึ่งเป็นเรื่องแปลกมากในขณะนั้น กำลังจะกลายเป็นบรรทัดฐานอุณหภูมิปกติ หากยังคงมีการปล่อยมลพิษอย่างต่อเนื่อง”
เขาเสริมว่า “ความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศที่รุนแรง ซึ่งรวมถึงไฟไหม้ ภัยแล้ง และน้ำท่วมฉับพลัน จะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เว้นแต่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจะลดลงอย่างมาก”
เรียบเรียงจาก CNN
ภาพจาก AFP
ยุโรป กำลังเผชิญภัยแล้ง ครั้งเลวร้ายที่สุดในรอบ 500 ปี
โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ยูเครนรอดหายนะหวุดหวิด หลังถูกตัดขาดระบบไฟฟ้า