ทำให้เมื่อคืนที่ผ่านมา ชาติพันธมิตรนาโต (NATO) ได้เปิดประชุมเพื่อถกประเด็นการส่งระบบป้องกันภัยทางอากาศให้ยูเครน ที่กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม และมีสัญญาณว่าชาติสมาชิกนาโตอาจตอบรับคำร้องขอของยูเครน
ขณะเดียวกัน ที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติหรือ UNGA ก็ได้รับรองมติประณามรัสเซียหลังการผนวกดินแดนของยูเครน ที่ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ
ผู้แทนจากชาติสมาชิกขององค์การสหประชาชาติกว่า 193 ประเทศ
ได้เข้าร่วมการประชุมที่สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์กของสหรัฐฯ เพื่อลงมติประณามรัสเซียกรณีพยายามผนวกรวม 4 ดินแดนในยูเครน
ผลการลงมติปรากฏว่า มี 143 ประเทศ หรือ 3 ใน 4 ของสมาชิกทั้งหมด เห็นชอบให้ประณามการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายระหว่างประเทศของรัสเซีย และยืนยันว่าแคว้นโดเนตสก์ ลูฮันสก์ ซาโปริซเซีย และเคอร์ซอนยังคงเป็นของยูเครน
อย่างไรก็ดี มี 4 ประเทศไม่ประณามรัสเซีย และอีก 35 ประเทศงดออกเสียง โดยประเทศที่ไม่ประณามการกระทำของรัสเซียในครั้งนี้คือ เบลารุส ซีเรีย นิการากัว และเกาหลีเหนือ ส่วนประเทศที่งดออกเสียง ส่วนใหญ่เป็นประเทศในแถบแอฟริกา ประเทศเพื่อนบ้านของรัสเซียในเอเชียกลาง จีน อินเดีย เวียดนาม ลาว รวมไปถึงประเทศไทยด้วย
หลังการลงมติเสร็จสิ้น ในช่วงที่แต่ละประเทศขึ้นแถลงจุดยืน วาสซิลี เนเบนเซีย เอกอัครราชทูต ผู้แทนถาวรรัสเซียประจำสหประชาชาติ ก็ได้แถลงว่าผลการลงมติในวันนี้เกิดจากการนำเสนอข้อมูลจากฝ่ายเดียว และการตั้งวาระเพื่อลงมติในวันนี้ ก็อาจทำลายความพยายามทางการทูตใดๆ หรือทั้งหมดในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในยูเครน
ทั้งนี้ ผู้แทนถาวรรัสเซียประจำสหประชาชาติได้ย้ำด้วยว่า การลงประชามติที่เกิดขึ้นทั้ง 4 แคว้นเมื่อช่วงปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา เป็นไปอย่างถูกต้องตามหลัก และบรรทัดฐานระหว่างประเทศ
นอกจากการประชุมที่สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติในนครนิวยอร์กแล้ว ยังมีการประชุมของชาติสมาชิกนาโตเกิดขึ้นเช่นกัน
โดยเมื่อวานนี้ (12 ต.ค.65) ลอยด์ ออสติน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ได้เดินทางไปยังกรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม เพื่อเข้าประชุมกับประเทศสมาชิกนาโตอื่น ๆ
ส่วนประเด็นหลักในการหารือรอบนี้ คือเรื่องการส่งระบบป้องกันภัยทางอากาศเพิ่มเติมให้แก่ยูเครน หลังจากที่รัสเซียยิงขีปนาวุธกว่าร้อยลูกและโดรนกว่า 50 ลำถล่มยูเครน เพื่อเป็นการตอบโต้ยูเครนที่รัสเซียระบุว่าเป็นผู้โจมตีสะพานเคียรช์ สะพานที่เชื่อมระหว่างแผ่นดินรัสเซียและคาบสมุทรไครเมียที่รัสเซียผนวกไปตั้งแต่ปี 2014
ในการประชุมครั้งนี้ นอกจากจะมีชาติสมาชิกนาโตแล้ว ยังมีผู้แทนจากสวีเดนและฟินแลนด์ ที่กำลังจะได้เป็นสมาชิกนาโตแบบสมบูรณ์ เข้าร่วมด้วย
ด้านรัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ ยืนยันว่ากลุ่มประเทศสมาชิกนาโตและพันธมิตรของยูเครน จะสนับสนุนระบบป้องกันภัยทางอากาศให้แก่ยูเครนเพิ่มเติม
ขณะที่คริสติน แลมเบรชต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเยอรมนีระบุว่า เยอรมนีได้ส่งระบบป้องกันภัยทางอากาศรุ่นไอริส-ที เอสแอลเอ็ม (Iris-T SLM) ซึ่งเป็นขีปนาวุธชนิดจากพื้นสู่อากาศ มีพิสัยการยิงระยะสั้นถึงระยะกลางอยู่ที่ประมาณ 25 กิโลเมตร และระบบป้องกันภัยชุดแรกนี้ ก็เดินทางไปถึงยูเครนแล้ว ตั้งแต่เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา
นอกจากนี้ รัฐมนตรีกลาโหมของเยอรมนีระบุเพิ่มเติมว่า ในปีหน้าเยอรมนีจะส่งมอบระบบป้องกันภัยทางอากาศรุ่นเดียวกันนี้เพิ่มเติมให้แก่ยูเครนอีก 3 ระบบ เพื่อปกป้องพลเมืองจากการถูกโจมตีด้วยขีปนาวุธของรัสเซีย
ผ่านมาเกือบ 8 เดือนของสงคราม จะเห็นได้ว่ายูเครนสามารถโต้กลับรัสเซียได้หลายระลอก แต่ความเสียหายใหญ่ๆ ที่เกิดขึ้นในยูเครนเกือบทุกวัน ไม่ว่าจะกับทรัพย์สินหรือชีวิตของประชาชน ล้วนมาจากการโจมตีด้วยขีปนาวุธระยะไกลทั้งสิ้น อาจกล่าวได้ว่า ข้อเสียเปรียบที่สำคัญของยูเครนคือ การมีระบบป้องกันภัยจากขีปนาวุธไม่เพียงพอ ทำให้ไม่สามารถสกัดขีปนาวุธและโดรนสังหารได้
รัสเซียยิงขีปนาวุธถล่มมิโคลายิฟต่อเนื่องเป็นวันที่ 4
ดังนั้น หลายฝ่ายมองว่าระบบป้องกันภัยทางอากาศจากชาติตะวันตก จะเป็นตัวช่วยที่ทำให้ยูเครนสามารถยืนหยัดสู้กับรัสเซียได้ดีขึ้นและนานขึ้นกว่าเดิม
อย่างไรก็ดี ขณะที่บรรดาชาติพันธมิตรประกาศส่งระบบป้องกันภัยทางอากาศเพิ่มเติม ทางการของยูเครนรายงานว่า รัสเซียยังคงยิงขีปนาวุธถล่มยูเครนต่อเนื่องเป็นวันที่ 4 แล้ว
เมื่อช่วงบ่ายที่ผ่านมา สำนักข่าว CNN รายงานโดยอ้างคำให้การของเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นว่า ตลอดทั้งคืนที่ผ่านมา รัสเซียได้ยิงขีปนาวุธรุ่น S-300 จำนวน 8 ลูกใส่ย่านที่พักอาศัยของประชาชนในแคว้นมิโคลายิฟ ทางตอนใต้ของยูเครน
ผลจากการโจมตีทำให้อาคารบ้านเรือนได้รับความเสียหายและมีประชาชนสูญหายอย่างน้อย 7 ราย ด้านเจ้าหน้าที่กู้ภัยของท้องถิ่นยังคงค้นหาผู้รอดชีวิตภายใต้ซากปรักหักพังอย่างต่อเนื่อง
ยูเครนยังได้เปรียบในเคอร์ซอน หวังยึดคืนหมดในฤดูหนาว
อย่างไรก็ดี แม้ว่ารัสเซียจะพยายามโจมตีแคว้นมิโคลายิฟอย่างหนัก แต่สถานการณ์ในสนามรบทางตอนใต้ ยูเครนยังถือเป็นฝ่ายได้เปรียบ โดยเฉพาะในพื้นที่ทางปีกตะวันตกของแม่น้ำดนีเปอร์ในแคว้นเคอร์ซอน
ถ้าดูจากแผนที่จะเห็นได้ว่าตอนนี้ทั้งสองฝ่ายยังสู้กันอย่างดุเดือด โดยมีจุดปะทะถึง 4 จุดตลอดแนวของแม่น้ำดนีเปอร์ โดยยูเครนสามารถยึดพื้นที่ทางด้านตะวันตกของแคว้นเคอร์ซอนคืนมาได้มากแล้ว โดยเฉพาะทางตอนเหนือ ที่ยูเครนสามารถปิดล้อมฝั่งรัสเซียในปีกตะวันตกได้เกินครึ่งหนึ่งของพื้นที่ทั้งหมด ในขณะที่ทางด้านตะวันตกของแคว้น ยูเครนเริ่มเข้าใกล้เมืองเคอร์ซอน ซึ่งเป็นหัวใจของแคว้นได้มากขึ้นเรื่อยๆ
ทหารรัสเซียที่ประจำอยู่ที่แนวหน้าของสมรภูมิเคอร์ซอนบอกว่า พวกเขาจะค่อย ๆ ขับไล่กองทัพรัสเซียออกไปเรื่อย ๆ แบบค่อยเป็นค่อยไป เพื่อไม่ให้สูญเสียกำลังพลมาก โดยฝั่งยูเครนหวังว่าพวกเขาจะยึดเคอร์ซอนคืนได้ในช่วงฤดูหนาวหรือเดือนธันวาคมนี้