คืนชีพ “ไวรัสโบราณ” ถูกแช่แข็ง 48,500 ปี หาคำตอบยังแพร่เชื้อได้หรือไม่?


โดย PPTV Online

เผยแพร่




นักวิทย์พบไวรัสโบราณหลายสายพันธุ์จากตัวอย่างชั้นดินเยือกแข็งทั่วไซบีเรีย สายพันธุ์ที่เก่าแก่ที่สุด มีอายุเกือบ 48,500 ปี

หนึ่งในภัยอันตรายที่อาจเกิดจากภาวะโลกร้อน คือเรื่องของสิ่งที่ถูกแช่แข็งอยู่ในภูเขาน้ำแข็ง รวมถึงชั้นดินเยือกแข็งคงตัว (Permafrost) ไม่ว่าจะเป็นขยะเคมี สารกัมมันตรังสี รวมถึง “ไวรัสโบราณ” ซึ่งอาจตื่นจากการหลับใหลเมื่ออุณหภูมิโลกที่อุ่นขึ้นกำลังละลายชั้นน้ำแข็งเหล่านั้น

แม้ว่าการแพร่ระบาดของเชื้อโรคจากอดีตอันไกลโพ้นจะฟังดูคล้ายกับเรื่องราวในนิยายไซไฟ แต่นักวิทยาศาสตร์เตือนว่า แม้ความเสี่ยงจะน้อย แต่ก็เป็นความเสี่ยงที่ความอันตรายของมันยังประเมินไม่ได้

คอนเทนต์แนะนำ
พบ “ฟอสซิลแมลงโบราณ” ในรัสเซีย อายุมากกว่า 280 ล้านปี!
รื้อทฤษฎีต้นกำเนิดจักรวาล? พบกาแล็กซีโบราณที่ไม่น่าจะมีตัวตนอยู่
พบเชื้อไวรัสโบราณอายุเกือบ 15,000 ปีถูกแช่แข็งอยู่ในธารน้ำแข็งทิเบต

 

ด้วยเหตุนี้ นักวิทยาศาสตร์จึงพยายามศึกษาไวรัสโบราณที่พบในน้ำแข็งเหล่านี้ ว่ามันยังสามารถแพร่เชื้อและเป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตในปัจจุบันหรือไม่

เพื่อให้เข้าใจถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดจากไวรัสโบราณที่ถูกแช่แข็งไว้ได้ดีขึ้น ฌอง-มิเชล คลาเวรี ศาสตราจารย์ด้านการแพทย์และพันธุศาสตร์ที่วิทยาลัยการแพทย์ มหาวิทยาลัยอิกซ์-มาร์กเซยของฝรั่งเศส ได้ทำการศึกษาตัวอย่างดินที่นำมาจากเพอร์มาฟรอสต์ในไซบีเรีย เพื่อดูว่ายังมีอนุภาคของไวรัสที่แพร่เชื้อได้อยู่หรือไม่

คลาเวรีได้รับแรงบันดาลใจในการศึกษาไวรัสที่แช่แข็งอยู่ในชั้นดินเพอร์มาฟรอสต์จากการค้นพบของทีมนักวิทยาศาสตร์ชาวรัสเซียเมื่อปี 2012 ที่สามารถคืนชีพดอกไม้โบราณจากเนื้อเยื่อเมล็ดพืชอายุ 30,000 ปีที่พบในโพรงของกระรอก ให้กลับมามีตัวตนบนโลกได้อีกครั้ง

นั่นทำให้ต่อมาในปี 2014 คลาเวรีสามารถคืนชีพไวรัสที่เขาและทีมงานพบในเพอร์มาฟรอสต์ได้สำเร็จ โดยมันมีอายุมากกว่า 30,000 ปี เขาทำการทดลองว่ามันยังสามารถแพร่เชื้อได้อยู่หรือไม่ด้วยการใส่ไวรัสเข้าไปในเซลล์ของสิ่งมีชีวิตประเภทอะมียาที่เพาะเลี้ยงไว้ในห้องทดลอง ไม่ใช่สัตว์หรือมนุษย์ เพราะเสี่ยงต่อการกลายพันธุ์

และในงานวิจัยล่าสุดของเขาซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Viruses เมื่อวันที่ 18 ก.พ. ที่ผ่านมา คลาเวรีและทีมวิจัยได้แยกไวรัสโบราณหลายสายพันธุ์จากตัวอย่างเพอร์มาฟรอสต์ 7 แห่งทั่วไซบีเรีย และพบว่า “พวกมันยังสามารถแพร่เชื้อในเซลล์ของอะมีบาได้”

คอนเทนต์แนะนำ
เปิดยืนยันตัวตน บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เสาร์-อาทิตย์ 3 ธนาคารรัฐในห้าง เริ่ม 11 มี.ค.นี้
ดาวมฤตยูย้าย 2566 มีวิธีรับมืออย่างไร?

ไวรัสโบราณหลายสายพันธุ์ที่พบล่าสุดนี้ แบ่งเป็นไวรัส 5 ตระกูลใหม่ ที่เก่าแก่ที่สุดมีอายุเกือบ 48,500 ปี โดยพิจารณาจากอายุคาร์บอนกัมมันตภาพรังสีในดิน

คลาเวรีกล่าวว่า ไวรัสที่ติดเชื้อในอะมีบาได้นั้น ยังคงสามารถแพร่ระบาดได้อยู่แม้เวลาผ่านมานานแล้ว บ่งชี้ถึงปัญหาที่อาจใหญ่กว่านี้

เขาบอกว่า ผู้คนอาจจะมองว่างานวิจัยของเขาเป็นแค่ความอยากรู้อยากเห็นทางวิทยาศาสตร์ โดยไม่มองถึงโอกาสที่ไวรัสโบราณจะกลับมามีชีวิตอีกครั้งในฐานะภัยคุกคามด้านสาธารณสุขที่ร้ายแรง

“เรามองว่าไวรัสเหล่านี้เปรียบเสมือนตัวแทนของไวรัสที่เป็นไปได้อื่น ๆ ที่อาจอยู่ในเพอร์มาฟรอสต์” คลาเวรีกล่าว

เขาเสริมว่า “เราเห็นร่องรอยของไวรัสอื่น ๆ มากมาย ... เรารู้ว่าพวกมันอยู่ในนั้น เราไม่รู้แน่ชัดว่าพวกมันยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ แต่เหตุผลของเราก็คือ ถ้าไวรัสโบราณที่เราพบนี้ยังมีชีวิตอยู่ ก็ไม่มีเหตุผลใดที่ไวรัสชนิดอื่นจะไม่มีชีวิตอยู่ และสามารถทำให้โฮสต์ของพวกมันติดเชื้อได้”

ดังนั้นแล้ว การศึกษาไวรัสโบราณเพื่อรู้เท่าทันพวกมันก่อน จึงเป็นสิ่งจำเป็น

เบร์กิตตา เอแวงการ์ด ศาสตราจารย์ภาควิชาจุลชีววิทยาคลินิกแห่งมหาวิทยาลัยอูมิวในสวีเดน กล่าวว่า ควรมีการเฝ้าระวังความเสี่ยงที่เกิดจากเชื้อโรคในน้ำแข็งที่ละลาย แต่ไม่จำเป็นต้องตื่นตระหนก

เธอกล่าวว่า “เป็นการดีแล้วที่จะไม่ดูถูกสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และเป็นฝ่ายรุกไม่ใช่ฝ่ายรอตั้งรับ และวิธีที่จะต่อสู้กับความกลัวที่ดีที่สุดคือการมีความรู้”

นักวิทยาศาสตร์ยังไม่ทราบแน่ชัดว่า ไวรัสเหล่านี้สามารถมีชีวิตแพร่เชื้อได้นานแค่ไหนเมื่อสัมผัสกับสภาวะปัจจุบัน หรือมีโอกาสแค่ไหนที่ไวรัสจะพบกับโฮสต์ที่เหมาะสม

นอกจากนี้ ไม่ใช่ไวรัสโบราณทุกตัวที่จะสามารถทำให้เกิดโรคได้ บางชนิดไม่เป็นพิษเป็นภัยหรือแม้กระทั่งเป็นประโยชน์ต่อโฮสต์ด้วยซ้ำ

แน่นอนว่าเพอร์มาฟรอสต์และน้ำแข็งที่อาจมีไวรัสโบราณอยู่ไม่ได้มีแค่ที่ไซบีเรียซึ่งเป็นแหล่งค้นพบครั้งนี้เท่านั้น แต่หลายพื้นที่ในซีกโลกเหนือถือว่าเป็นแหล่งสุ่มเสี่ยงทั้งสิ้น โดยเฉพาะภูมิภาคอาร์กติกหรือขั้วโลกเหนือซึ่งกำลังเผชิญกับอัตราการละลายของน้ำแข็งที่สูงเป็นประวัติการณ์

อย่างไรก็ตาม อาร์กติกมีประชากรอาศัยอยู่เพียง 3.6 ล้านคนเท่านั้น นับเป็นสถานที่ที่มีประชากรเบาบาง ทำให้ความเสี่ยงที่มนุษย์จะสัมผัสกับไวรัสโบราณนั้นต่ำมาก

ถึงกระนั้น คลาเวรีเตือนว่า “ความเสี่ยงดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นในบริบทของภาวะโลกร้อน เพราะการละลายของเพอร์มาฟรอสต์จะเร่งตัวขึ้นเรื่อย ๆ”

ด้าน คิมเบอร์ลีย์ ไมเนอร์ นักวิทยาศาสตร์จากนาซา ก็เตือนด้วยว่า อันตรายที่อาจเกิดขึ้นนอกจากไวรัสโบราณแล้ว ยังรวมถึงของเสียที่ถูกฝังไว้จากการขุดโลหะหนักและทิ้งสารเคมีในอดีต เช่น ดีดีทียาฆ่าแมลง หรือสารกัมมันตภาพรังสีรังสีต่าง ๆ ที่ถูกทิ้งในอาร์กติกโดยรัสเซียและสหรัฐฯ นับตั้งแต่มีการทดสอบนิวเคลียร์ในปี 1950

ไมเนอร์ระบุว่า การติดเชื้อโดยตรงของมนุษย์จากเชื้อโรคโบราณที่ถูกปลดปล่อยออกมาจากชั้นดินเยือกแข็งนั้น “ไม่น่าจะเป็นไปได้ในปัจจุบัน”

อย่างไรก็ตาม ไมเนอร์รู้สึกกังวลกับสิ่งที่เรียกว่า “จุลินทรีย์เมธูเซลาห์” (Methuselah คือชื่อของบุคคลในพระคัมภีร์ไบเบิลที่มีอายุยืนยาวที่สุดในโลก) เธอบอกว่า มันคือสิ่งมีชีวิตที่สามารถนำพลวัตของระบบนิเวศโบราณที่สูญพันธุ์ไปแล้วมาสู่อาร์กติกในปัจจุบันโดยไม่ทราบผลที่ตามมา

การเกิดขึ้นใหม่ของจุลินทรีย์โบราณมีศักยภาพในการเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบของดินและการเติบโตของพืช ซึ่งอาจเร่งผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศให้เร็วขึ้นไปอีกด้วย

“เราไม่ชัดเจนว่าจุลินทรีย์เหล่านี้จะมีปฏิสัมพันธ์กับสภาพแวดล้อมสมัยใหม่อย่างไร” เธอกล่าว และเสริมว่า แนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดของเรื่องนี้ คือพยายามหยุดการละลายและวิกฤตสภาพอากาศ และกักภัยอันตรายเหล่านี้ไว้ในชั้นดินเยือกแข็งตลอดไป

 

เรียบเรียงจาก CNN

ภาพจาก Jean-Michel Claverie

คอนเทนต์แนะนำ
อุตุฯ เตือนฉบับ 1 "พายุฤดูร้อน" เช็กพื้นที่เสี่ยงภัย 12-14 มีนาคม 66
วิธีใช้สิทธิ "เราเที่ยวด้วยกัน เฟส 5" จองโรงแรม-ที่พัก ผ่าน "แอปฯ เป๋าตัง"
7 เมนูจานโปรด “โซเดียมสูง” อร่อยปากลำบากไต กินบ่อยเสี่ยงไตเรื้อรัง

PR - ตารางคะแนน-2_B PR - ตารางคะแนน-2_B
TOP ต่างประเทศ
วิดีโอยอดนิยม
เรื่องที่คุณอาจพลาด

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ