ร่างแผนการให้การสนับสนุนทางทหารแก่ยูเครนตลอด 5 ปีข้างหน้ามูลค่ารวม 1 แสนล้านยูโร หรือประมาณ 4 ล้านล้านบาท ถูกเสนอโดย เยนส์ สโตลเทนเบิร์ก เลขาธิการองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือหรือนาโต (NATO) ตั้งแต่เดือน เม.ย.ที่ผ่านมา เพื่อเป็นการองรับในกรณีที่รัฐบาลสหรัฐฯ ตัดงบประมาณให้ความช่วยเหลือหากอดีตประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ชนะเลือกตั้งกลับมาเป็นผู้นำสหรัฐฯ อีกครั้ง
อย่างไรก็ตามแผนการของ สโตลเทนเบิร์ก ได้ถูกตั้งคำถามจากสมาชิกนาโตหลายชาติที่ต้องการคำชี้เแจงเกี่ยวกับวิธีการและการหาแหล่งเงินทุน โดยมีรายงานเมื่อเดือนที่แล้วว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลชาติสมาชิกนาโตวิจารณ์ว่าแผนการดังกล่าวมีเนื้่อหาที่ไม่ชัดเจนและตัวเลข 1 แสนล้านยูโรอาจต้องปรับเปลี่ยน
โดย ปีเตอร์ ซียาร์โต รัฐมนตรีว่าการกระทวงการต่างประเทศของฮังการี โต้แย้งว่าแผนการที่กำหนดระยะเวลาให้ความช่วยเหลือไว้ถึง 5 ปี หมายความว่าสงครามในยูเครนจะยังคงลากยาวต่อไปอีกหลายปี
เช่นเดียวกันกับรัฐบาลยูเครนเองที่มองว่าแผนการสนับสนุนนี้อาจไม่ได้ทำให้วงเงินช่วยเหลือเพิ่มขึ้น เนื่องจากซ้ำซ้อนกับมาตรการที่มีอยู่แล้วภายใต้ข้อตกลงทั้งระดับทวิภาคีและระดับพหุภาคีในกรอบของสหภาพยุโรป
ด้วยเหตุนี้ จึงคาดว่าสโตลเทนเบิร์กอาจเสนอแผนการฉบับใหม่ ที่จะเป็นการให้ความช่วยเหลือยูเครนทั้งด้านการทหารและด้านอื่นๆ มูลค่ารวมปีละ 4 หมื่นล้านยูโร หรือ 1.6 ล้านล้านบาทต่อปี
ภายใต้แผนการใหม่นี้ มูลค่าความช่วยเหลือที่แต่ละชาติสมาชิกนาโตต้องมอบให้กับยูเครนจะถูกกำหนดในรูปแบบของเปอร์เซนต์ต่อขนาดเศรษฐกิจ หรือ จีดีพี ซึ่งหมายความว่าเงินช่วยเหลือเกือบครึ่งหนึ่งจะมาจากสหรัฐฯ โดยแผนการของ สโตเทนเบิร์กจะถูกเสนอต่อที่ประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมชาติสมาชิกนาโตในสัปดาห์หน้าที่กำลังจะมาถึงนี้
ขณะที่ นายกรัฐมนตรี โรเบิร์ต ฟิโก ผู้นำสโลวาเกีย แสดงจุดยืนคัดค้านการตัดสินใจของประเทศตะวันตกหลายชาติ เช่น สหรัฐ เยอรมนี และฝรั่งเศส ที่อนุญาตให้ยูเครนใช้อาวุธพิสัยไกลที่ได้รับริจาคสำหรับการโจมตีเป้าหมายภายในดินแดนรัสเซีย
โดย นายกรัฐมนตรี ฟิโก เตือนว่าความเคลื่อนไหวดังกล่าวของชาติตะวันตกแสดงให้เห็นว่าประเทศเหล่านี้ไม่ต้องการสันติภาพ ซึ่งจะนำไปสู่การยกระดับความขัดแย้งกับรัสเซียและสโลวาเกียจะไม่เข้าร่วมด้วยอย่างแน่นอน