สำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐฯ หรือเอฟบีไอ (FBI) ได้เริ่มการสอบสวนคดีที่ทีมงานหาเสียงของอดีตประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่า ถูกโจมตีโดยแฮกเกอร์ที่เชื่อว่าทำงานให้กับรัฐบาลอิหร่าน
ทีมหาเสียงของทรัมป์รายงานเรื่องนี้หลังจากศูนย์วิเคราะห์ภัยคุกคามของไมโครซอฟต์ (MTAC) เผยแพร่รายงานที่ระบุว่า แฮกเกอร์ชาวอิหร่านโจมตีทีมหาเสียงของผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่ไม่เปิดเผยชื่อรายหนึ่งเมื่อเดือน มิ.ย.
MTAC กล่าวว่า ทีมหาเสียงดังกล่าวได้รับอีเมลฟิชชิง (Phishing) ซึ่งเป็นข้อความที่ออกแบบมาให้ดูน่าเชื่อถือเพื่อให้เป้าหมายคลิกลิงก์ที่เป็นอันตราย โดยไม่ได้ระบุว่าเป้าหมายคือใคร กระทั่งทีมหาเสียงของทรัมป์ออกมาแถลงว่าเป็นพวกเขาเองที่ตกเป็นเป้าหมายการโจมตี
โฆษกของทีมหาเสียงของทรัมป์กล่าวว่า “แหล่งต่างประเทศที่เป็นศัตรูกับสหรัฐฯ” ได้พยายามขโมยข้อมูลอย่างผิดกฎหมาย
เมื่อวันที่ 10 ส.ค. ที่ผ่านมา ทรัมป์ออกมากล่าวว่า “แฮกเกอร์ได้ไปเพียงข้อมูลที่เปิดเผยต่อสาธารณะเท่านั้น”
ด้านเอฟบีไอระบุว่า “เราสามารถยืนยันได้ว่า เอฟบีไอกำลังสืบสวนเรื่องนี้อยู่” โดยไม่ได้ระบุชื่ออดีตประธานาธิบดีหรืออิหร่าน
ขณะที่ฝั่งเจ้าหน้าที่อิหร่านปฏิเสธว่า ไม่มีความเกี่ยวข้องใด ๆ กับการแฮกดังกล่าว และรัฐบาลสหรัฐฯ เองก็ไม่ได้กล่าวหาอิหร่านอย่างเป็นทางการ
เอฟบีไอยังกำลังตรวจสอบว่า แฮกเกอร์อิหร่านพยายามโจมตีทีมหาเสียงของโจ ไบเดน-กมลา แฮร์ริสด้วยหรือไม่ โดยมีรายงานว่า เจ้าหน้าที่ทีมหาเสียงไบเดน-แฮร์ริส 3 คนตกเป็นเป้าหมายของอีเมลฟิชชิงเช่นกันในช่วงไม่กี่วันก่อนที่ประธานาธิบดี โจ ไบเดน จะประกาศถอนตัวจากการชิงตำแหน่ง
โฆษกทีมหาเสียงของแฮร์ริสกล่าวในแถลงการณ์ต่อสื่อว่า “เราเฝ้าติดตามและป้องกันภัยคุกคามทางไซเบอร์อย่างระมัดระวัง และเรายังไม่พบการละเมิดความปลอดภัยใด ๆ ของระบบของเรา”
การสืบสวนของเอฟบีไอเกี่ยวกับความพยายามแฮกดังกล่าวเริ่มต้นขึ้นครั้งแรกในเดือน มิ.ย. โดย อดัม ชิฟฟ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคเดโมแครต เป็นหนึ่งในสมาชิกรัฐสภาหลายคนที่เรียกร้องให้เอฟบีไอเปิดเผยข้อมูลว่า รู้อะไรบ้างแล้วเกี่ยวกับความพยายามแฮกข้อมูล
เขายังกล่าวว่า “หน่วยข่าวกรองของสหรัฐฯ เคลื่อนไหวช้าเกินไปในการระบุแผนการแฮกที่ดำเนินการโดยรัสเซีย และควรดำเนินการอย่างรวดเร็วในครั้งนี้” โดยหมายความถึงการหาเสียงของทรัมป์เมื่อปี 2016 ที่มีรายงานว่าเขาขอให้รัสเซียแฮกข้อมูลคู่แข่งของเขาในการเลือกตั้งครั้งนั้น ซึ่งก็คืออดีตรัฐมนตรีต่างประเทศ ฮิลลารี คลินตัน
เรียบเรียงจาก BBC