หลายคนที่ติดตามการเมืองในสหรัฐฯ อาจเคยสงสัยว่า ทำไมแคนดิเดตที่มีสิทธิชิงตำแหน่งประธานาธิบดีจึงมาจากแค่ 2 พรรคใหญ่อย่าง “เดโมแครต” และ “รีพับลิกัน” เท่านั้น
เรื่องนี้ต้องบอกว่า เกิดจากการที่สหรัฐฯ เข้าสู่ระบบสองพรรคไม่นานหลังจากก่อตั้ง ทำให้มีพรรคการเมืองหลักแค่สองพรรคที่มีอิทธิพลทางการเมืองในสหรัฐฯ ซึ่งเป็นอย่างนี้มาตั้งแต่ก่อนจะมีพรรคเดโมแครตและรีพับลิกันเสียอีก
เราต้องย้อนไปก่อนว่า คณะผู้ก่อตั้งสร้างชาติสหรัฐฯ ครั้งแรกวันที่ 4 ก.ค. 1776 ต่อมาในการวางกรอบสำหรับรัฐบาลสหรัฐฯ ใหม่ปี 1789 รัฐธรรมนูญไม่ได้กล่าวถึงพรรคการเมืองใด ๆ
ผู้ก่อตั้งประเทศหลายคนยังประกาศไม่ไว้วางใจกลุ่มพรรคการเมืองอย่างมาก เช่น อเล็กซานเดอร์ แฮมิลตัน เรียกพรรคการเมืองว่าเป็น “โรคร้ายแรงที่สุด” ของรัฐบาล ในขณะที่ จอร์จ วอชิงตัน ประธานาธิบดีคนแรก เตือนในคำปราศรัยอำลาตำแหน่งในปี 1796 ว่า กลุ่มการเมืองจะนำพาประเทศไปสู่ “การปกครองแบบเผด็จการที่น่ากลัว”
แจกลิสต์ “เมนูอาหารเจ 108 อย่าง” ทำกินได้ทุกวัน ตลอดเทศกาลกินเจ 2568
อย่างไรก็ตาม ในเวลานั้น กลุ่มการเมืองต่าง ๆ ก็เริ่มก่อตัวขึ้นในประเทศที่เพิ่งก่อตั้งนี้
ในช่วงที่วอชิงตันดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ชนชั้นนำทางการเมืองแบ่งกลุ่มออกเป็น 2 ฝ่ายที่ขัดแย้งกัน ได้แก่ ฝ่ายสหพันธรัฐนิยม (Federalist) ซึ่งนำโดยแฮมิลตัน และฝ่ายต่อต้านสหพันธรัฐนิยม นำโดย โทมัส เจฟเฟอร์สัน ซึ่งเป็นฝ่ายที่กลัวว่ารัฐบาลมีอำนาจมากเกินไป อาจทำให้ตำแหน่งประธานาธิบดีกลายเป็นราชาธิปไตย
ทั้งสองฝ่ายนี้โต้เถียงกันอย่างรุนแรงว่า รัฐบาลกลางชุดใหม่ควรมีอำนาจมากเพียงใด
การเลือกตั้งในปี 1800 ซึ่งเจฟเฟอร์สันเอาชนะ จอห์น อดัมส์ ได้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นของจุดจบของลัทธิสหพันธรัฐ และหายไปจากการเมืองอย่างแท้จริงเมื่อสิ้นสุดสงครามในปี 1812
ต่อมาฝ่ายต่อต้านสหพันธรัฐนิยมได้กลายเป็นพรรคเดโมแครต-รีพับลิกัน ซึ่งในการเลือกตั้งปี 1824 จอห์น ควินซี อดัมส์ ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดี แม้ว่าจะได้รับคะแนนเสียงน้อยกว่า แอนดรูว์ แจ็กสัน ในการเลือกตั้งทั่วไป
จากนั้นฝั่งพรรคเดโมแครต-รีพับลิกันได้แบ่งเป็น 2 ฝ่าย คือผู้สนับสนุนของแจ็กสัน นำโดย มาร์ติน แวน เบอเรน ก่อตั้งพันธมิตรใหม่ตามอุดมการณ์ของเจฟเฟอร์สัน กลายเป็นพรรคเดโมแครต
และอีกฝั่งคือพรรครีพับลิกันแห่งชาติ ซึ่งต่อต้านนโยบายของแจ็กสัน และกลายเป็นพรรควิก (Whig) ซึ่งยึดมั่นในธรรมเนียมของสหพันธรัฐแบบเดิม โดยสนับสนุนให้รัฐบาลกลางมีอำนาจมากขึ้น แต่ล่มสลายไปในช่วงทศวรรษปี 1850 และแยกออกเป็นพรรครีพับลิกัน พรรคอเมริกัน พรรคต่อต้าน และพรรคสหภาพรัฐธรรมนูญ
จากนั้นสหรัฐฯ ได้เข้าสู่ยุคที่พรรครีพับลิกันและพรรคเดโมแครตเป็นสองพรรคใหญ่มาจนถึงปัจจุบัน
โดยตั้งแต่ปี 1852 เป็นต้นมา ผู้สมัครจากพรรครีพับลิกันหรือเดโมแครตจะได้อันดับ 1 หรือ 2 ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ มาโดยตลอด ยกเว้นคนเดียวคือในปี 1912 ธีโอดอร์ รูสเวลต์ ลงสมัครในนาม “ผู้สมัครจากพรรคที่สาม” และเขาได้อันดับสอง โดยแพ้ให้กับ วูดโรว์ วิลสัน
ตลอดมา พรรคการเมืองภายนอกมีบทบาทเล็กน้อยในแวดวงการเมืองและการเลือกประธานาธิบดีของสหรัฐฯ โดยปรากฏตัวเป็นครั้งคราวแต่แทบจะไม่มีโอกาสชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีเลย
พรรคการเมืองเหล่านี้ยังแทบไม่เคยแข่งขันชิงที่นั่งในรัฐสภา โดยตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา มีสมาชิกไม่เกิน 2 คนจากทั้งหมด 535 คนที่ไม่ใช่รีพับลิกันหรือเดโมแครต
สิ่งที่ผลักดันให้การเมืองอเมริกันมีลักษณะของระบบสองพรรคมาโดยตลอดคือกติกาและเงื่อนไขที่ทำให้ “ผู้ชนะได้ทั้งหมด” (Win Take All)
หากต้องการทำความเข้าใจว่า เหตุใดระบบสองพรรคจึงฝังรากลึกในสหรัฐฯ สิ่งสำคัญคือต้องทำความเข้าใจว่า ระบบการเป็นตัวแทนของสหรัฐฯ นั้นมีลักษณะของการมอบที่นั่งในรัฐสภาและตำแหน่งประธานาธิบดีโดยใช้หลักการ “ผู้ชนะได้ทั้งหมด” (Win Take All)
หลักการดังกล่าว ทำให้ผู้สมัครชิงตำแหน่งที่ได้รับคะแนนเสียงข้างมากที่สุดได้รับการเลือกตั้งจากรัฐนั้นไปเลย
ใน 48 จาก 50 รัฐ ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีจะได้รับคะแนนเสียงเลือกตั้งทั้งหมดของรัฐ ตราบใดที่ผู้สมัครได้รับคะแนนเสียงส่วนใหญ่ในรัฐนั้น
นั่นเป็นเพราะในการโหวตประธานาธิบดีเป็นการลงคะแนนเสียงให้บุคคลกลุ่มหนึ่งที่เรียกว่า “ผู้เลือกตั้งประธานาธิบดี” หากผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีคนใดได้รับคะแนนเสียงส่วนใหญ่จากประชาชนในรัฐ (ยกเว้นรัฐเมนและเนแบรสกา) ผู้สมัครคนนั้นจะได้คะแนนผู้เลือกตั้ง (Electoral Vote) ทั้งหมดของรัฐนั้น ๆ
ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีที่ได้รับคะแนนเสียงจากผู้เลือกตั้งมากที่สุดจะได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดี
แนวโน้มของระบบเขตเลือกตั้งแบบผู้ชนะได้ทั้งหมดในลักษณะนี้ส่งเสริมการมีอยู่ของสองพรรค ซึ่งอธิบายได้ด้วยแนวคิดที่เรียกว่า “กฎของดูแวร์เช” ตั้งชื่อตามนักรัฐศาสตร์ชาวฝรั่งเศสชื่อ มอริส ดูแวร์เช
กฎของดูแวร์เชอธิบายว่า ระบบที่มีผู้ได้รับเลือกเพียงคนเดียวจะมีแนวโน้มที่จะทำให้เกิดระบบพรรคการเมืองแบบสองพรรค เนื่องจากผู้สมัครที่ได้คะแนนสูงสุดในเขตเลือกตั้งจะได้ที่นั่งนั้นไปโดยไม่จำเป็นต้องได้รับเสียงข้างมากเด็ดขาด หรือคะแนนเสียงเกินครึ่งหนึ่งในการเลือกตั้ง
ดังนั้น จำนวนที่นั่งที่พรรคการเมืองได้ไม่จำเป็นต้องสัมพันธ์กับคะแนนเสียงที่แท้จริงที่พรรคการเมืองนั้นได้รับในการเลือกตั้ง ตัวอย่างเช่น ในกรณีของเขตเลือกตั้งหนึ่ง ๆ มีพรรคการเมืองลงรับสมัครเลือกตั้ง จำนวน 6 พรรค ได้แก่ พรรค A พรรค B พรรค C พรรค D พรรค E และพรรค F ปรากฏว่า พรรคการเมืองที่ชนะการเลือกตั้ง คือ พรรค C ได้คะแนนเสียง 30% ของผู้ออกมาใช้สิทธิทั้งหมด ขณะที่ผู้ที่ไม่เลือกพรรค C มีมากถึง 70%
ลักษณะเช่นนี้ ส่งผลให้เกิดสภาวะที่พรรคการเมืองได้รับชัยชนะจะมีจำนวนที่นั่งเกินจริง (Over-represent) ขณะที่พรรคการเมืองที่เหลือจะได้จำนวนที่นั่งน้อยเกินจริง (Under-represent) ซึ่งมีการเรียกกันว่าเป็น “คะแนนเสียงตกน้ำ” ซึ่งต่างจากระบบเลือกตั้งแบบสัดส่วนที่นำเอาคะแนนทั้งหมดที่พรรคการเมืองแต่ละพรรคได้รับเพื่อนำมาคิดสัดส่วนเปรียบเทียบระหว่างคะแนนเสียงที่ได้รับกับจำนวนที่นั่งที่พรรคการเมืองแต่ละพรรคจะได้รับในการเลือกตั้งนั้น
จากแนวความคิดดังกล่าว ดูแวร์เชเชื่อว่า สภาวะที่เกิดขึ้นจะกำหนดพฤติกรรมของพรรคการเมืองในกระบวนการก่อนการเลือกตั้ง (Pre-electoral Process) โดยจะทำให้พรรคการเมืองที่มีจุดยืนใกล้เคียงกัน ตัดสินใจที่จะรวมเข้าด้วยกันเพื่อเพิ่มโอกาสในการได้รับการเลือกตั้ง และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันกับฝ่ายตรงข้าม
เพราะหากแยกกันเป็นพรรคการเมืองขนาดเล็กหลาย ๆ พรรคนั้น จะทำให้คะแนนของพรรคการเมืองขนาดเล็กแต่ละพรรคมีไม่มากพอที่จะจัดตั้งรัฐบาล แต่หากพรรคการเมืองขนาดเล็กเหล่านั้นรวมตัวกันแล้วจัดตั้งเป็นพรรคการเมืองขนาดใหญ่ลงแข่งขัน ก็อาจมีจำนวนที่นั่งมากพอในการจัดตั้งรัฐบาล และยังช่วยลดปัญหาจำนวนที่นั่งน้อยเกินจริงออกไปได้
และนั่นส่งผลมาถึงประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งด้วย ที่มองว่าต้องมีกลยุทธ์ในการลงคะแนนเสียง เพราะหากต้องเผชิญหน้ากับผู้สมัครหลายคนในระบบที่ต้องการเพียงคะแนนเสียงมากที่สุด ผู้คนจะเป็นกังวลว่า หากพวกเขาลงคะแนนให้กับผู้สมัครที่ตนชื่นชอบ นั่นอาจเป็นคะแนนที่เปล่าประโยชน์ และอาจนำไปสู่การได้ผู้สมัครที่ตนชื่นชอบน้อยที่สุดก็ได้
พูดง่าย ๆ เมื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งสนับสนุนอุดมคติทางการเมืองของพรรคการเมืองหนึ่ง แต่ต้องเลือกระหว่างผู้สมัคร 2 คนที่สนับสนุนหลักการดังกล่าว พรรคการเมืองนั้นจะแพ้การเลือกตั้ง เพราะผู้สมัครเหล่านั้นจะแบ่งคะแนนเสียง ทำให้พรรคการเมืองอื่นที่มีแคนดิเดตคนเดียวชนะไปด้วยคะแนนเสียงข้างมาก และจะได้ทุกอย่างตามกฎ Win Take All
เนื่องจากลักษณะโครงสร้างเหล่านี้และเหตุผลอื่น ๆ ระบบสองพรรคจึงยังคงดำรงอยู่ได้ตลอด 2 ศตวรรษที่ผ่านมาในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ โดยมี 2 พรรคหลักของยุคนี้คือเดโมแครตและรีพับลิกัน
ในอนาคตอาจมีพรรคใหม่ที่เข้ามาแทนสองพรรคนี้ แต่ด้วยโครงสร้างกติกา จะทำให้ยังคงมีเพียงสองพรรคหลักอย่างที่แล้วมาต่อไป
เรียบเรียงจาก History / Washington Post
ภาพจาก Rokas Tenys