ในศึกชิงชิงเก้าอี้ทำเนียบขาวปี 2024 นี้ หนึ่งในประเด็นที่ อดีตประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้สมัครจากพรรครีพับลิกัน ใช้เป็นเดิมพันในการหาเสียง คือการแก้ปัญหาผู้อพยพเข้าเมืองผิดกฎหมาย
ที่ผ่านมา ทรัมป์สร้างวาทกรรมโจมตีผู้อพยพมาโดยตลอด และยิ่งใกล้วันเลือกตั้ง ถ้อยคำโจมตีมีแนวโน้มจะรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ มาย้อนดูวาทกรรมเหล่านี้ั และตรวจสอบข้อเท็จจริงไปพร้อม ๆ กัน
ประเด็นผู้อพยพและการตรวจคนเข้าเมือง ถือเป็นหนึ่งในจุดอ่อนทางการเมืองที่สำคัญที่สุดของ รองประธานาธิบดี กมลา แฮร์ริส ผู้สมัครจากพรรคเดโมแครต ซึ่งทรัมป์หยิบยกขึ้นมาโจมตีทุกครั้ง ทั้งบนเวทีดีเบต และบนเวทีหาเสียง แต่ส่วนใหญ่ จะเป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ โดยไม่มีหลักฐาน หรือกล่าวหาแบบไม่ตรงกับข้อเท็จจริง
ย้อนไปเมื่อตอนดีเบตกับแฮร์ริส ในเดือน ก.ย. ทรัมป์เปรียบผู้อพยพเข้าเมืองที่ทะลักเข้ามาตามแนวชายแดนสหรัฐฯ-เม็กซิโก ว่าเป็นอาชญากรชั่วร้าย เขาอ้างว่าผู้อพยพนับล้านคนหนีมาจากเรือนจำ สถาบันจิตเวช และสถานพักฟื้นของคนบ้า แต่รัฐบาลของประธานาธิบดี โจ ไบเดน และรองประธานาธิบดีแฮร์ริส กลับปล่อยให้คนเหล่านี้หลั่งไหลเข้าประเทศ
โดรนฮิซบอลเลาะห์เจาะระบบป้องกันภัยทางอากาศของอิสราเอลได้?
ทรัมป์บอกด้วยว่า ทุกวันนี้อัตราการก่ออาชญากรรมในประเทศอื่น ๆ ลดลง เพราะพวกอาชญากรลักลอบเข้ามาอยู่ในสหรัฐฯ หมดแล้ว
ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงของบีบีซี พบว่า นับตั้งแต่เดือน ม.ค. ปี 2021 มีชาวต่างชาติอพยพข้ามพรมแดนเข้ามาราว 10 ล้านคน แต่ไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับประวัติสุขภาพจิต ส่วนประวัติอาชญากรรม หน่วยตระเวนชายแดนของสหรัฐฯ พบว่าในบรรดาผู้อพยพกว่า 1 ล้านคน ที่่ถูกจับกุมระหว่างลักลอบข้ามแดน มีอยู่ 14,700 คน ที่เคยถูกศาลตัดสินให้มีความผิดในคดีอาญามาก่อน ซึ่งคิดเป็นเพียง 1% ของคนกลุ่มนี้เท่านั้น
ขณะที่องค์กรอิสระในเวเนซุเอลา เปิดเผยว่า ในปี 2023 อัตราการก่ออาชญากรรมในประเทศลดลงถึง 25% จากปีก่อนหน้า แต่ปัจจัยสำคัญมาจากวิกฤตในประเทศ ที่หนักหนาจนไม่เอื้อต่อการก่ออาชญากรรม เช่น ไม่มีเงินเหลือในธนาคาร เหตุปล้นธนาคารจึงลดลง รวมถึงเหตุลักพาตัวก็ลดลง เพราะคนไม่มีเงินพอจ่ายค่าไถ่
อีกหนึ่งข้อกล่าวหาที่เรียกเสียงฮือฮาไม่น้อย คือ ทรัมป์อ้างว่า ผู้อพยพชาวเฮติในเมืองสปริงฟีลด์ รัฐโอไฮโอ ขโมยสัตว์เลี้ยง ทั้งสุนัขและแมวของคนละแวกนั้นไปกินเป็นอาหาร
ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงของบีบีซี พบว่าคำกล่าวอ้างลอย ๆ ของทรัมป์ ไม่มีมูลความจริง และเจ้าหน้าที่เมืองสปริงฟีลด์ก็ยืนยันว่า ไม่มีรายงานที่น่าเชื่อถือ และไม่พบการร้องเรียนเรื่องสัตว์เลี้ยงได้รับอันตรายจากผู้อพยพ
ข้อมูลจากเว็บไซต์ของทางการ ชี้ว่า มีผู้อพยพอยู่ในเมืองราว 12,000-15,000 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้อพยพถูกกฎหมาย โดยเป็นส่วนหนึ่งของโครงการที่อนุญาตให้พลเมืองและผู้อยู่อาศัยที่ถูกกฎหมาย ยื่นคำร้องเพื่อให้สมาชิกครอบครัวจากเฮติเข้ามาในสหรัฐฯ ได้ ซึ่งสอดคล้องกับการให้ข้อมูลของสมาชิกสภาคองเกรส เชื้อสายเฮติ
ข้อกล่าวหาที่เข้าข่ายเหยียดเชื้อชาติของทรัมป์ ยังเรียกเสียงวิจารณ์จากไบเดน ซึ่งระบุว่า การกล่าวโจมตีชุมชนชาวเฮติในสหรัฐฯ ควรยุติได้แล้ว นอกจากนี้ ไบเดนยังยกย่องตัวอย่างชาวอเมริกันเชื้อสายเฮติที่น่าภาคภูมิใจอย่าง คารีน ฌ็อง ปิแอร์ ผู้หญิงผิวดำคนแรกที่ได้เป็นโฆษกทำเนียบขาว
แม้จะมีคนออกมาคัดค้าน และพิสูจน์คำกล่าวอ้างนี้แล้ว แต่ทรัมป์ก็ยังเดินหน้าโจมตีผู้อพยพและให้คำมั่นจะเนรเทศคนกลุ่มนี้
"ผมจะพูดแบบนี้ เราจะเนรเทศผู้อพยพครั้งใหญ่จากเมืองสปริงฟีลด์ รัฐโอไฮโอ เนรเทศครั้งใหญ่ เราจะไล่คนพวกนี้ออกไป เราจะไล่พวกเขากลับไปเวเนซุเอลา" ทรัมป์กล่าว
อีกหนึ่งวาทกรรมรุนแรงเกี่ยวกับผู้อพยพ เกิดขึ้นเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ระหว่างการปราศรัยที่เมืองออโรรา รัฐโคโลราโด โดยทรัมป์กล่าวหาว่า พรรคเดโมแครตใช้ผู้อพยพมายึดอเมริกา และรับปากว่า หากตนเองได้เป็นประธานาธิบดีอีกสมัย จะเริ่มปฏิบัติการระดับชาติชื่อว่า “ปฏิบัติการออโรรา” (Operation Aurora) เพื่อจัดการกับแก๊งอาชญากรที่อพยพมาจากเวเนซุเอลา และเขาจะขู่จะประหารชีวิตผู้อพยพที่สังหารชาวอเมริกัน ซึ่งเรียกเสียงเชียร์กึกก้องจากผู้สนับสนุน
ทรัมป์กล่าวว่า "และเราจะจับอาชญากรที่ชั่วร้ายและกระหายเลือดพวกนี้เข้าคุกหรือไล่พวกเขาออกจากประเทศของเรา และเราจะทำได้อย่างมีประสิทธิภาพมาก มันจะเกิดขึ้นเร็วมาก ๆ และถ้าพวกเขากลับมาในประเทศเราอีก เราจะบอกพวกเขาว่า จะถูกจำคุกทันที 10 ปี โดยไม่มีโอกาสปล่อยตัว และผมจะเรียกร้องให้มีโทษประหารชีวิตสำหรับผู้อพยพที่สังหารชาวอเมริกัน หรือเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย"
นอกจากทำให้ผู้อพยพเป็นผู้ร้ายแล้ว ทรัมป์และพันธมิตรในพรรครีพับลิกัน เริ่มออกมากล่าวอ้างบ่อยขึ้นว่า เดโมแครตมีแผนจะขนผู้อพยพผิดกฎหมายเข้ามาช่วยลงคะแนนเสียง เพื่อให้แฮร์ริสชนะ
กฎหมายกำหนดไว้ว่า ผู้ที่มีสิทธิลงคะแนนเลือกตั้งระดับชาติ จะต้องเป็นพลเมืองชาวอเมริกัน ดังนั้น โอกาสที่จะมีผู้อพยพผิดกฎหมายได้ลงคะแนนจึงเป็นไปได้ยาก
กฎหมายนี้มีชื่อว่า พระราชบัญญัติปฏิรูปการย้ายถิ่นฐานที่ผิดกฎหมายและความรับผิดชอบของผู้อพยพ ปี 1996 ซึ่งห้ามผู้ที่ไม่ใช่พลเมืองสหรัฐฯ รวมถึงผู้อพยพ ใช้สิทธิเลือกตั้งทั่วไป โดยมีบทลงโทษตั้งแต่จำคุก 1 ปี โทษปรับ และอาจถูกส่งกลับประเทศต้นทาง
ทั้งนี้ ผู้ที่จะใช้สิทธิเลือกตั้งทุกรัฐ จะต้องกรอกแบบฟอร์มเหมือนกัน เพื่อลงทะเบียนยืนยันตัวตนว่าเป็นพลเมืองสหรัฐฯ แต่ก็ยังไม่ได้มีการขอเอกสารยืนยันแต่อย่างใด
ในหลายรัฐ บัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิลงคะแนนจะอ้างอิงจากฐานข้อมูลประชาชน สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ทะเบียนคนตาย และบันทึกทางไปรษณีย์ เพื่อป้องกันการนำชื่อคนตาย บุคคลที่ไม่ใช่พลเมือง หรืออาศัยอยู่นอกรัฐ มาลงทะเบียนเลือกตั้ง
ผลการศึกษาหลายชิ้น ที่จัดทำโดยองค์กรอนุรักษ์นิยมและกลุ่มเอียงซ้ายที่ต่อต้านผู้อพยพ ชี้ว่า เคสที่ผู้อพยพผิดกฎหมายได้ลงคะแนนเลือกตั้ง ถือว่ามีน้อยมากๆ และไม่มีผลเปลี่ยนแปลงการเลือกตั้งเลย
ยกตัวอย่างเช่น ศูนย์เพื่อความยุติธรรมเบรนแนน ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร ได้สัมภาษณ์เจ้าหน้าที่เลือกตั้งใน 12 รัฐ ระหว่างการเลือกตั้งเมื่อปี 2016 พบว่า ในจำนวนคะแนนเสียง 23 ล้าน 5 แสนคะแนน จะมีราวๆ 30 เคส ที่ต้องสงสัยว่าไม่ใช่พลเมือง และมีการยื่นเรื่องเพื่อสอบสวนเพิ่มเติม ซึ่งนั่นคิดเป็น 0.0001% ของคะแนนเสียงทั้งหมดเท่านั้น
ที่ผ่านมา รีพับลิกันพยายามผลักดันพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิในการลงคะแนนเสียงของชาวอเมริกัน (SAVE) เพื่อให้มีการพิสูจน์ความเป็นพลเมืองของผู้ที่จะลงคะแนนทุกคน แต่ร่างกฎหมายถูกปัดตกในสภาผู้แทนราษฎร
ผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนชี้ว่าปัญหาผู้อพยพ ยังเป็นหนึ่งในข้อกังวลอันดับต้น ๆ ของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และดูเหมือนชาวอเมริกันส่วนใหญ่จะมองว่าทรัมป์เป็นผู้นำที่สามารถจัดการปัญหานี้ได้ดีที่สุด จึงไม่แปลกที่เขาจะยังใช้กลยุทธ์โจมตีผู้อพยพแบบไร้หลักฐานต่อไป