ข้อมูลของ Centre for Information Resilience องค์กรวิจัยไม่แสวงหาผลกำไรที่ได้รับเงินสนับสนุนจากกระทรวงต่างประเทศของอังกฤษ ระบุว่า อิหร่านเป็นผู้ผลิตโดรนรายใหญ่ และมีศักยภาพทางอุตสาหกรรมในการผลิตได้ราว 10,000 ลำต่อเดือน
อย่างไรก็ตาม ขนาดคลังขีปนาวุธของอิหร่านยังไม่แน่ชัด โดยกองทัพอิสราเอลประเมินไว้ที่ 2,500 ลูก ขณะที่นักวิเคราะห์บางรายคาดว่าอาจมีถึง 6,000 ลูก
ซึ่งปริมาณอาวุธที่เหลืออยู่ของอิหร่านอาจเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดทิศทางของสงคราม
การปิดช่องแคบฮอร์มุซ จุดคอขวดทางทะเลระหว่างอิหร่านกับโอมาน เส้นทางขนส่งน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลวประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ของโลก เป็นหนึ่งในเป้าหมายหลักของอิหร่าน และการขนส่งผ่านเส้นทางพลังงานสำคัญนี้แทบหยุดชะงักหลังจากอิหร่านโจมตีเรืออย่างน้อย 6 ลำ ส่งผลทำให้ราคาน้ำมันดิบทั่วโลกพุ่งสูงขึ้น
ขณะที่อดีตผู้อำนวยการหน่วยข่าวกรอง “เอ็มไอซิก” (MI6) ของอังกฤษระบุว่า คลังขีปนาวุธเชิงยุทธศาสตร์ เป็นจุดอ่อนของอิหร่าน สอดคล้องกับแหล่งข่าวจากหน่วยข่าวกรองของชาติตะวันตกอีกแหล่งหนึ่งที่กล่าวว่า คลังขีปนาวุธอาจลดลงเนื่องจากอิหร่านเคยส่งอาวุธให้กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอนและกบฎฮูตีในเยเมน
สต็อกอาวุธยังลดลงจากสงครามกับอิสราเอลที่ยาวนาน 12 วัน ในเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว แต่ข่าวกรองทหารอิสราเอลระบุว่าได้มีการฟื้นฟูบางส่วนแล้ว
ข้อจำกัดสำคัญอีกประการอาจเป็น เครื่องยิงอาวุธที่ลดลงอย่างน้อยครึ่งหนึ่งในช่วงปีที่ผ่านมา จากการโจมตีของอิสราเอลและสหรัฐฯ และลดลงเพิ่มเติมในสงครามครั้งล่าสุด
อย่างไรก็ตาม ฟาร์ซิน นาดิมี (Farzin Nadimi) นักวิจัยอาวุโสจาก Washington Institute มองว่า อิหร่านยังมีแนวโน้มที่จะสามารถสู้รบต่อไปได้ด้วย โดรนรุ่นล่าสุด อย่าง โดรนชาเฮด (Shahed-136) มีพิสัยบิน 700 ถึง 1,000 กิโลเมตร ซึ่งเพียงพอที่จะโจมตีพื้นที่ทางตอนใต้ของแนวชายฝั่งอ่าวอาหรับ หากปล่อยจากแผ่นดินใหญ่ของอิหร่านหรือจากเรือ
หากขีปนาวุธและโดรนลดลง อิหร่านอาจหันไปใช้ทุ่นระเบิดทางทะเล ซึ่งบริษัท "ดรายแอด โกลบอล" บริษัทข่าวกรองความเสี่ยงทางทะเล ระบุว่า เตหะรานมีในครอบครองราว 5,000 - 6,000 ลูกด้วยกัน
ทุ่นระเบิดเหล่านี้สามารถผูกยึดกับก้นทะเล ขับเคลื่อนด้วยจรวด หรือปล่อยให้ลอยในน้ำ และจะระเบิดเมื่อเรือเข้ามาสัมผัส
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ระบุว่า ยังไม่มีสัญญาณว่าอิหร่านได้วางทุ่นระเบิดในช่องแคบฮอร์มุซในขณะนี้