เมื่อวันที่ 12 พ.ค. ไมค์ ฮัคคาบี เอกอัคราชทูตสหรัฐฯ ประจำอิสราเอล เปิดเผยว่า อิสราเอลเพิ่งจัดส่งส่งระบบป้องกันภัยทางอากาศ "ไอรอนโดม" (Iron Dome) และเจ้าหน้าที่ที่สามารถใช้งานอาวุธดังกล่าวให้กับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี)
การเปิดเผยของฮัคคาบีนับเป็นการตอกย้ำความสัมพันธ์ทางทหารที่แน่นแฟ้นขึ้นระหว่างอิสราเอลและยูเออี ซึ่งทั้ง 2 ชาติมีความหวาดระแวงต่ออิหร่านมาอย่างยาวนานหลายสิบปี
โดยยูเออีสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับอิสราเอลตั้งแต่ปี 2020 ผ่านการผลักดันของสหรัฐฯ ที่มีบทบาทสำคัญในการเป็นสะพานเชื่อมความร่วมมือระหว่าง 2 ประเทศ
ความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการระหว่างอิสราเอลและยูเออียังสร้างความไม่พอใจให้กับอิหร่าน ซึ่งมองอิสราเอลเป็นศัตรูหลักในภูมิภาคตะวันออกกลาง
โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา อิหร่านเชื่อว่าอิสราเอลได้ส่งกำลังทหารและหน่วยข่าวกรองเข้าไปทำงานในยูเออีมานานหลายปีแล้ว แม้ว่ารัฐบาลอิหร่านยังปฏิเสธที่จะให้ความเห็นเกี่ยวกับการเคลื่อนย้ายไอรอนโดมไปประจำการในยูเออี
ขณะที่ยูเออีและอิสราเอลยังไม่ยืนยันเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวดังกล่าว แต่ ไมค์ วอลซ์ เอกอคราชทูตสหรัฐฯ ประจำสหประชาชาติยืนยันว่า การออกมาเปิดเผยของฮัคคาบีได้รับอนุญาตจากรัฐบาลทั้งสองประเทศแล้ว
สำหรับการส่งระบบป้องกันภัยทางอากาศไอรอนโดมให้ยูเออีมีขึ้นท่ามกลางการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนจากอิหร่าน ซึ่งเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องแม้กระทั่งหลังจากอิหร่านบรรลุข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวกับสหรัฐฯ
โดยหลังจากที่สงครามเปิดฉากขึ้นในวันที่ 28 ก.พ. ยูเออีได้สั่งปิดสถานที่ทุกแห่งที่มีความเกี่ยวข้องกับอิหร่าน แม้ชาวอิหร่านทั่ว ๆ ไป รวมทั้งรัฐบาลเตหะราน จะมองว่ายูเออีเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยสำหรับการเป็นฐานดำเนินธุรกรรม หรือประกอบธุรกิจ
นอกจากนี้สำนักข่าวเดอะวอลล์สตรีท เจอร์นัล (The Wall Street Journal) ของสหรัฐฯ รายงานอ้างแหล่งข่าวระดับสูงว่า ยูเออีได้โจมตีออิหร่านอย่างลับ ๆ เมื่อเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา โดยหนึ่งในเป้าหมายโรงกลั่นน้ำมันบนเกาะลาวานในอ่าวเปอร์เซีย ทำให้เกิดไฟไหม้ครั้งใหญ่ และทำให้กำลังการผลิตส่วนใหญ่ของโรงกลั่น หยุดชะงักไปหลายเดือน
ปฏิบัติทางทหารดังกล่าวทำให้ยูเออีกลายเป็นคู่สงครามที่อิหร่านตั้งเป้าโจมตีมากที่สุด แม้รายงานระบุว่า กองทัพของยูเออีมียุทโธปกรณ์ครบครัน ทั้งเครื่องบินรบและเครือข่ายเฝ้าระวังที่ผลิตโดยชาติตะวันตก