มาร์โค รูบิโอ รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศของสหรัฐฯ กล่าวระหว่างการแถลงข่าวหลังเสร็จสิ้นการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศกลุ่ม G20 ในนครแอตแลนตา รัฐจอร์เจีย เมื่อวันเสาร์ที่ 31 ตุลาคมว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยังไม่ได้ตัดสินใจว่า จะกลับมาใช้ปฏิบัติการทางทหารในการโจมตีอิหร่านอีกครั้งหรือไม่ และรัฐบาลสหรัฐฯ ไม่มีประกาศใด ๆ เกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวในขณะนี้
รัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐฯ ย้ำว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ต้องการแก้ไขความขัดแย้งผ่านช่องทางทางการทูตมากกว่า แต่เชื่อมั่นในศักยภาพของกองทัพสหรัฐฯ ว่ามีความพร้อมและมีขีดความสามารถเพียงพอ หากจำเป็นต้องใช้ปฏิบัติการทางทหาร
ถ้อยแถลงดังกล่าวของ “รูบิโอ” มีขึ้นขณะที่คณะผู้แทนอิหร่านหารือกับผู้ไกล่เกลี่ยในกรุงโดฮาของกาตาร์ เพื่อหาทางยุติสงคราม โดย “โมห์เซน เรซาอี” หัวหน้าฝ่ายความมั่นคงของอิหร่านก ระบุว่าสหรัฐฯ เปลี่ยนท่าทีในแนวทางการเจรจาและอิหร่านรอการตอบกลับจากสหรัฐฯ ภายหลังการหารือครั้งล่าสุดกับตัวกลาง
นอกจากนี้ยังระบุด้วยว่า ช่องแคบฮอร์มุซจะยังคงปิดต่อไปจนกว่าสหรัฐฯ จะตอบรับเงื่อนไข 7 ข้อของอิหร่าน ซึ่งรวมถึง การปลดอายัดทรัพย์สินของอิหร่านที่ถูกอายัดไว้
“เรซาอี” เปิดเผยด้วยว่า อิหร่าน กำลังทบทวนหลักการด้านนิวเคลียร์ของประเทศ หากสงครามกลับมาปะทุขึ้นอีกครั้ง หลังโรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่านตกเป็นเป้าหมายการโจมตี พร้อมยืนยันว่าได้รับจดหมายจากรองประธานาธิบดีเจดี แวนซ์ของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นความพยายามเปิดช่องทางเจรจา แต่ยังไม่ได้ตอบกลับ
ขณะที่ “อยาตอลเลาะห์ มุจตาบา คาเมเนอี” ผู้นำสูงสุดของอิหร่านที่เรียกประชุมผู้บัญชาการกองทัพ ถือเป็นความเคลื่อนไหวที่ไม่เกิดขึ้นบ่อยนักนับตั้งแต่สงครามเริ่มต้นขึ้น พร้อมสั่งให้กองทัพยกระดับขีดความสามารถด้านอาวุธ เตรียมความพร้อมสำหรับการสู้รบ และขยายขอบเขตเป้าหมายทางภูมิศาสตร์ โดยให้จัดทำรายชื่อเป้าหมายทั้งในอิสราเอลและสหรัฐฯ
เนื้อหาการประชุม มุ่งเน้นไปที่การป้องกันประเทศและความพร้อมของอิหร่าน ท่ามกลางรายงานข่าวที่ว่าสหรัฐฯ และอิสราเอล กำลังเตรียมการโจมตีอิหร่านระลอกใหม่ โดยนักวิเคราะห์มองเป็นการส่งสัญญาณว่าอิหร่านมีความพร้อมที่จะป้องกันประเทศหากถูกโจมตีอีกครั้งและกองทัพมีศักยภาพเพียงพอที่จะปกป้องพลเรือนได้