สมชัย ขอ บิ๊กตู่ เสียสละ เปิดทาง ปชป.-ภท.

โดย PPTV Online

เผยแพร่

สาเหตุที่พรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาธิปัตย์ยังไม่แสดงจุดยืนทางการเมืองที่ชัดเจน นอกจากการวิเคราะห์ตามประสบการณ์และมุมมองเดิมว่า เป็นการดึงจังหวะต่อรองเก้าอี้รัฐมนตรีหรือไม่ วันนี้มีอีกความเห็นที่น่าสนใจ นั่นคือความเคลื่อนไหวของนายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกกต.ซึ่งเวลานี้มีสถานะเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ที่ระบุว่า เงื่อนไขที่พรรคขนาดกลางยังแสดงจุดยืนไม่ได้ อยู่ที่ตัว พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และการไม่เล่นตามกติกาของคสช.

เมื่อวันที่ (21 พ.ค. 62) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  เป็นความเคลื่อนไหวที่นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตผู้สมัครส.ส.จังหวัดสมุทรสาคร พรรคประชาธิปัตย์  เสนอผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว มีใจความสำคัญว่า  ขอให้ทุกคนอย่าโทษพรรคขนาดกลางที่ยังไม่แสดงจุดยืนทางการเมืองว่าจะเข้าร่วมกับฝ่ายใด ในการจัดตั้งรัฐบาล เพราะโดยส่วนตัวเชื่อว่า ไม่ใช่การอยู่ระหว่างต่อรองเก้าอี้รัฐมนตรีเหมือนอย่างที่พูดกัน แต่เพราะมีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และ พล.อ.อีก 2 คน ที่มีสถานะเป็นหัวหน้าและรองหัวหน้าคสช. จะกลับมาดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยไม่เล่นตามกติกาของรัฐธรรมนูญที่เขียนไว้เอง โดยเฉพาะข้อปฏิบัติตาม วรรค 4 มาตรา 264 ของบทเฉพาะกาล ที่เปิดโอกาสให้รัฐมนตรีที่มีความต้องการจะลงสมัครรับเลือกตั้ง ลาออกภายใน 90 วัน

แต่ทั้งหมดเลือกไม่เล่นการเมืองตามระบบ แต่กลับรอรับตำแหน่งทำให้เป็นเงื่อนไขทางการเมือง ส่งผลให้พรรคการเมืองที่จะเข้าร่วม ลังเลว่า จะไปช่วยสนับสนุนความไม่ถูกต้องชอบธรรมหรือไม่  จึงเรียกร้องให้พล.อ.ประยุทธ์ และ พล.อ.อีก 2 คนที่พูดถึง แสดงจุดยืน ไม่รับตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งเชื่อว่าสังคมจะสรรเสริญในความปรารถนาดีที่แสดงออกมาเช่นนี้

ความเคลื่อนไหวนี้ของนายสมชัย ถือเป็นคนในกลุ่มพรรคขนาดกลางคนแรกที่เสนอให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชาและกลุ่มที่มีความยึดโยงกับคสช. และเป็นหนึ่งในเงื่อนไขของความขัดแย้ง ไม่รับตำแหน่งทางการเมืองในรัฐบาลหน้า อย่างชัดเจนและตรงไปตรงมา ซึ่งหากวิเคราะห์ตามสถานการณ์ ข้อจำกัดทางการเมืองและการแสดงออกของกลุ่มพรรคขนาดกลาง  จะพบว่า ตัวพล.อ.ประยุทธ์ และการอยู่ในอำนาจต่อของคสช. กลายเป็นเงื่อนไขในการร่วมกับพรรคพลังประชารัฐ

โดยเฉพาะหลังพรรคภูมิใจไทย มีมติให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคมีอำนาจเต็มในการตัดสินใจและเป็นแกนหลักในการรวมกลุ่มพรรคที่ยังไม่ตัดสินใจทางการเมือง ซึ่งประกอบด้วย  พรรคประชาธิปัตย์  พรรคภูมิใจไทย พรรคชาติไทยพัฒนา และพรรคชาติพัฒนา ซึ่งทั้ง 4 พรรคมีส.ส.รวมกัน 116 ที่นั่ง  พร้อมตั้งเงื่อนไขสำคัญว่าจะร่วมรัฐบาลกับฝ่ายที่มีเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น ไม่ใช่เสียงที่รวมกับสมาชิกวุฒิสภา พร้อมกับพ่วงเงื่อนไขอีก 4 ข้อย่อย ประกอบด้วย เทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์  ไม่สร้างความขัดแย้งของคนในชาติ รับนโยบายภูมิใจไทยเป็นนโยบายรัฐบาล และ รัฐบาลต้องมีเสถียรภาพ เดินหน้าบริหารประเทศได้

หากเป็นไปตามเงื่อนไขนี้ จะส่งผลต่อปัจจัยในการร่วมกับพรรคพลังประชารัฐที่เวลานี้ รวมเสียงส.ส.พรรคเล็กพรรคน้อยได้ 137 ที่นั่ง หมายความว่า หากจะเป็นรัฐบาลเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรโดยไม่อาศัยเสียงจากสมาชิกวุฒิสภาจะต้องได้เสียงจากกลุ่ม 4 พรรคขนาดกลางที่พรรคภูมิใจไทยรวบรวมอยู่ไปทั้งหมด ท่ามกลางสถานการณ์ที่เสียงภายในพรรคของประชาธิปัตย์ยังแตกเป็น 2 ฝ่าย และ 2 ความคิดเห็นแบบชัดเจน 

โดยความคิดที่แตกเป็น 2 ขั้วภายในพรรคประชาธิปัตย์ว่าจะร่วมหรือไม่ร่วมกับพรรคพลังประชารัฐ มีเงื่อนไขสำคัญมาตั้งแต่ช่วงเลือกตั้ง หลังนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคในเวลานั้น ประกาศไม่สนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี หนึ่งเดียวของพรรคพลังประชารัฐ  และในเวลาต่อมาถูกวิเคราะห์ว่า เป็นปัจจัยที่ทำให้พรรคประชาธิปัตย์แพ้เลือกตั้งอย่างถล่มทลายในครั้งนี้  โดยถูกกลุ่มที่เห็นต่างภายในพรรคจับไปเชื่อมโยงกับการทำให้ภาพการต่อสู้กับกลุ่มของนายทักษิณ ชินวัตร ของพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ชัดเจนเหมือนที่ผ่านมา ซึ่งทำให้คนที่คาดหวังในบทบาทนี้ของพรรคประชาธิปัตย์เปลี่ยนใจไปเลือกพรรคพลังประชารัฐ

แม้จะเป็นเช่นนั้น แต่ผลการเลือกตั้งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์คนใหม่ ที่ได้นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ เป็นหัวหน้าพรรคคนที่ 8 และชนะตัวแทนของกลุ่มที่เห็นต่างกับนายอภิสิทธิ์  ก็พิสูจน์แล้วว่า กลุ่มที่เคยสนับสนุนนายอภิสิทธิ์ ยังควบคุมสถานการณ์ได้ และยิ่งชัดเจนยิ่งขึ้นเมื่อนายจุรินทร์ หัวหน้าพรรคคนใหม่ ยืนยันว่า ปัจจัยว่าจะร่วมกับฝ่ายใด จะนำจุดยืนที่นายอภิสิทธิ์เคยประกาศกับประชาชนไว้ในช่วงเลือกตั้งมาเป็นเงื่อนไขในการพิจารณาด้วย เพื่อไม่ให้กระทบกับคะแนนเสียงกว่า 3.8 ล้านเสียงในการเลือกตั้งครั้งนี้

สถานการณ์นี้ถูกมองว่า ตราบใดที่พรรคพลังประชารัฐยังสนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ ก็มีความเสี่ยงสูงที่พรรคประชาธิปัตย์ จะมาร่วมไม่ได้ หรือ มาได้ก็มาไม่หมดทั้ง 52 เสียง เพราะกลุ่มที่สนับสนุนความคิดฝั่งนายอภิสิทธิ์ ส่วนใหญ่ให้เหตุผลว่า ห่วงภาพลักษณะพรรคระยะยาว ถ้าไม่ปฏิบัติตามที่ประกาศไว้ในช่วงเลือกตั้ง หากเป็นเช่นนั้นพรรคพลังประชารัฐ ก็เป็นรัฐบาลเสียงข้างในสภาผู้แทนราษฎรไม่ได้ เพราะไม่ได้เกิน 250 เสียง ส่งผลให้พรรคภูมิใจไทย ก็มาร่วมไม่ได้ ตามเงื่อนไขที่ประกาศไว้ 

ทั้งหมดอาจเป็นเหตุผลและมีความเชื่อมโยงกับข้อเสนอของนายสมชัยในวันนี้ ที่เรียกร้องให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่รับตำแหน่งทางการเมือง เพื่อเปิดทางให้พรรคขนาดกลางได้แสดงจุดยืนบนหลักที่ประกาศไว้กับประชาชน ซึ่งนั่นอาจหมายถึงกลุ่มพรรคขนาดกลางที่ยังไม่แสดงจุดยืนทางการเมือง จะมารวมกับกลุ่มที่พรรคพลังประชารัฐรวบรวมไว้ เพราะการไปรวมกับกลุ่มแนวร่วมของพรรคเพื่อไทยและพรรคอนาคตใหม่  ที่แม้จะมีอยู่ 245 เสียง แต่ก็ไม่สามารถชนะโหวตนายกรัฐมนตรี ที่กลุ่มส.ว.250 คนจะมีสิทธิ์ออกเสียงด้วย และยังมีพรรคเพื่อไทย เป็นเงื่อนไขการอธิบายจุดยืนทางการเมืองของพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ต่างกับตัวของพล.อ.ประยุทธ์

หากเป็นไปตามนี้ นั่นหมายความว่า เราอาจเห็นรัฐบาลที่มีพรรคพลังประชารัฐ แต่นายกรัฐมนตรี ไม่ได้ชื่อ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” โดยทั้งหมดต้องก้าวข้ามเงื่อนไขใหญ่ว่า พรรคพลังประชารัฐ ต้องยอมรับกับแนวทางนี้ด้วย                                   

 

 

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ