เมื่อคำสั่งของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ( คสช.) เมื่อวันที่ 17 เม.ย.58 ฟ้าผ่าลงกระทรวงศึกษาธิการ สั่งโยกย้าย 5 บิ๊กข้าราชการในสังกัด ด้วย มาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยชั่วคราว ปี 2557 ด้วยเหตุผลว่า คสช. มีแนวทาง และนโยบายในการปฏิรูปด้านต่างๆ รวมทั้งด้านการศึกษา จึงจำเป็นที่จะต้องจัดบุคลากรให้เหมาะกับความรู้ความสามารถ
แม้การโยกย้ายข้าราชการต่างๆ ของรัฐบาลที่เป็นนักการเมืองแต่ละกลุ่มนั้นจะเป็นเรื่องปกติ แต่การย้ายฟ้าผ่าที่กระทรวงศึกษาธิการครั้งนี้ย่อมไม่ปกติ เพราะไม่ใช่การย้ายข้าราชการธรรมดา ไม่มีสัญญาณล่วงหน้า และยังพ่วงการสั่งให้คณะกรรมการชุดต่างๆในกระทรวงศึกษาธิการถึง 3 คณะที่ขึ้นชื่อว่ามีความ ไม่ธรรมดา พ้นจากหน้าที่ด้วย
หากหันกลับมาทางกระทรวงศึกษาธิการ หลังโดนคำสั่งฟ้าผ่ากลางกระทรวงในตำแหน่งสำคัญจนทำให้ นางสุทธศรี วงษ์สมาน พ้นจากตําแหน่งปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ไปเป็นเลขาธิการสภาการศึกษา ขณะที่ รศ.นพ.กําจร ตติยกวี จากเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา กระโดดขึ้นนั่งปลัดกระทรวงศึกษาธิการ
หลายคนคงฉงนใจไม่น้อย ถึงแนวทางการเดินหน้าขับเคลื่อนกระทรวงศึกษาฯว่า เมื่อเปลี่ยนหมากเสริมทัพเดินหน้าปฏิรูป แล้วยุทธศาสตร์ของ คสช. จะเดินหน้าไปอย่างไร
ประกอบกับตัว รศ.นพ.กำจรเองนั้น ที่ผ่านมามีผลงานที่โดดเด่นในเก้าอี้เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) คือการผลักดันให้แต่ละมหาวิทยาลัยใช้โปรแกรมตรวจสอบการลอกวิทยานิพนธ์ในส่วนของการทบทวนวรรณกรรม รวมถึงมีแนวคิดในการแก้ไขเกณฑ์มาตรฐานบัณฑิตศึกษาให้มีการตรวจสอบวิทยานิพนธ์ในระดับบัณฑิตศึกษาก่อนสอบวิทยานิพนธ์ และหากพบว่ามีใครลอกวิทยานิพนธ์ มีสิทธิถึงขั้นถอนปริญญาบัตร
เป็นงานช้าง เป็นการแก้ปัญหาระบบการศึกษาระดับสูง ที่ต้องเชื่อมการทำงานกับคนระดับอธิการบดีมหาวิทยาลัยต่างๆ อย่างใกล้ชิด
อย่าลืมอีกว่า ก่อนการเข้ามาเป็นรัฐบาลของ คสช.เองนั้น คสช.เองก็ให้ความสำคัญกับคนระดับอธิการบดี โดยเฉพาะที่ประชุม ทปอ. หรือ ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย อย่างมากในการช่วยออกความคิดขับเคลื่อนประเทศ
การให้ รศ.นพ.กำจร ขึ้นสู่ตำแหน่งปลัดกระทรวงศึกษาธิการครั้งนี้ จึงมีความหมายถึงการเดินหน้างานด้านการปฏิรูปการศึกษาที่ต้องจ้องตาไม่กระพริบ
รศ.นพ.กำจร เปิดเผยกับ "ทีมข่าว PPTV HD" ว่างานที่ได้รับมอบหมายให้มาทำนั้น มี 2 ภารกิจใหญ่ หนึ่งคือการปฏิรูประบบการศึกษา ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือ จาก 3 หน่วยงานหลักคือ สำนักงานคณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ในการพัฒนาคุณภาพนักเรียน นักศึกษาไปด้วยกัน
ต่อไป ระดับเด็กเล็ก ในระดับ ป.1 ขึ้นไปต้องอ่านออกเขียนได้ ได้มีการดำเนินการไปแล้ว น่าจะเห็นผลภายใน 1 ปี
ระดับประถมศึกษา ถึงมัธยมศึกษา แก้ไขปัญหาเรื่องภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ โดยมีแผนพัฒนาสิ่งเหล่านี้ด้วยการหาครูผู้เชี่ยวชาญเข้ามาเสริมทัพ
ระดับอาชีวะศึกษา ในระหว่างเรียนจะให้มีการทำงานไปด้วยได้ และประสานกับผู้ประกอบการในการฝึกอบรมในเด็กอาชีวะ และเพิ่มจำนวนให้มากขึ้น
ระดับอุดมศึกษา นอกจากจะพัฒนาคุณภาพบัณฑิตให้สามารถแข็งขันกับชาวโลกได้แล้ว ต้องพัฒนางานวิจัย เพื่อรองรับภาคอุตสาหกรรม และรองรับภาคสังคม ทั้งหมดนี้เป็นนโยบายสำคัญของ 3 หน่วยงานหลัก
ส่วนการศึกษานอกระบบจะเป็น กศน. กับวิทยาลัยชุมชนที่ สกอ. ดูแลอยู่ ซึ่งตรงนี้จะช่วยเสริมทัพในการให้ความรู้กับประชาชน ที่อยู่นอกระบบการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นชุมนุมท้องถิ่น หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็จะดูแลประชาชนให้เข้าถึงความรู้ต่างๆ
ส่วนภารกิจที่ 2 เป็นเรื่องของการผ่าตัดทุจริตในกระทรวงศึกษา รศ.นพ.กำจร เรียกว่า การทำกระทรวงศึกษาให้สะอาด ด้วยการแก้ไขความไม่ชอบมาพากลทั้งหลาย รวมถึงทุจริตคอรัปชั่น สะสางปัญหาเรื้อรังทั้งหลาย ขณะนี้หน่วยงานแรกๆ ที่จะต้องผ่าตัด คือ องค์การค้าคุรุสภา สำนักงานส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) และองค์การค้าของ สกสค. ซึ่งเป็นกลุ่มเดียวกันหมดคือ กลุ่มของข้าราชการครู เพื่อเข้าไปดูให้เกิดความโปร่งใส การบริหารจัดการ ฯลฯ ซึ่งเป็นนโยบายหลัก
การผ่าตัดกระทรวงศึกษาธิการครั้งนี้ มาจากเหตุสำคัญในการปฏิรูปการศึกษาครั้งใหญ่ 2 ครั้ง ที่ไม่ประสบความสำเร็จหรือไม่
รศ.นพ.กำจร กล่าวว่า ความจริงมีหลายเหตุผล แต่อันนี้ก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เกิดการล่าช้าในการปฏิรูประบบการศึกษา คุรุสภาอาจจะมีกฎกติกามากไปในหลายเรื่อง โดยเฉพาะใบประกอบวิชาชีพครูให้การวางแผนพัฒนาต่างๆเป็นไปได้ยาก
ขณะที่เรื่องของ สกสค. ก็เป็นเรื่องของการไม่ชอบมาพากลที่ทุกคนมุ่งหาผลประโยชน์ใส่ตัวมากเกินไป ทำให้ครูต่างๆ ไม่สนใจเรื่องนักเรียน แต่กลับไปสนใจเรื่องของผลประโยชน์ทางทรัพย์สินมากกว่า การปฏิรูปคงจะทำให้สิ่งเหล่านี้เบาบางลง และทำให้ไปข้างหน้าได้ง่ายขึ้น
ส่วนงานสำคัญในระดับการอุดมศึกษา หรือ การตั้งกระทรวงการอุดมศึกษาที่มีการผลักดันมาโดยตลอดจากทั้ง ทปอ.และสกอ.นั้น
รศ.นพ.กำจร กล่าวว่า เรื่องนี้ยังไม่ได้พิจารณาว่าไปทางซ้ายหรือทางขวา เพราะปัญหาในระดับอุดมศึกษามีต่างไปจากระดับอื่น เนื่องจากได้กระจายอำนาจให้มหาวิทยาลัยไปนานแล้ว ซึ่งปัญหาในขณะนี้คือ ธรรมาภิบาลในการจัดการมหาวิทยาลัย ขณะนี้ไม่มีกลไก แต่ได้สร้างร่าง พ.ร.บ.อุดมศึกษาขึ้น เพื่อให้มีอำนาจสามารถถ่วงดุลอำนาจสภามหาวิทยาลัย ไม่ให้มีอำนาจเกินขอบเขตไปได้ แต่ทว่าหากไม่มี พ.ร.บ.ฉบับนี้ก็ยังมีอีกทางหนึ่งคือ แยก สกอ. ออกมาเป็นกระทรวงการอุดมศึกษา ซึ่งตรงนี้ยังเป็นแค่แนวคิด ยังไม่มีข้อยุติ
อย่างไรก็ดี ถ้าจะมองย้อนไปแล้ว กระทรวงศึกษาไม่ใช่กระทรวงแรกที่ พล.อ.ประยุทธ์เข้ามาจัดการ หากแต่รัฐบาลคสช.ได้มีการจัดการปัญหาในกระทรวงสาธารณสุขไปก่อนหน้านี้
เรื่องของกระทรวงสาธารณสุขนับเป็นปัญหาศึกขัดแย้งภายในระหว่างเสือสองตัว คือ นพ.รัชตะ รัชตะนาวิน รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข และ นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ อดีตปลัดกระทรวงสาธารสุข ในเรื่องของการทำงาน และคสช.มีการเรียกมาเคลียร์หลายครั้ง จนท้ายสุด คสช. ออกคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงการทำงานของ หมอณรงค์ ซึ่งโดยระหว่างนี้ย้ายไปประจำสำนักนายกฯจนกว่าจะสอบสวนแล้วเสร็จ
อย่าลืมว่าแม้จะมีการจับมือกันเดิน ร่วมกันตีในช่วงของ กปปส. แต่เป็นที่รู้กันว่านโยบายของนพ.ณรงค์นั้น ขัดแย้งกับกลุ่มแพทย์ชนบทอย่างแรง โดยเฉพาะนโยบายการปฏิรูประบบสาธารณสุข 5 ด้าน ของ นพ.ณรงค์ เป็นแนวคิดที่ลดบทบาท และดึงหน่วยงานตระกูล ส. เช่น สปสช. , สสส. , สช. , สพฉ. ให้กลับไปอยู่ภายใต้อำนาจกระทรวงสาธารณสุข
ฟันโช๊ะ! ย้ายหมอณรงค์ครั้งนี้ จึงเป็นสัญญาณให้เดินหน้างานด้านสาธารณสุข ปล่อยตระกูล ส.เดินหน้าต่อ โดยแนวคิดการดึงอำนาจตระกูลส.กลับมาไว้ภายใต้ข้าราชการกระทรวงสาธารณสุขเหมือนเดิม โดยเฉพาะ 12 เขตสุขภาพที่ทับซ้อนกันอยู่ ถือเป็นอันตกไปโดยปริยาย
ก็เป็นที่ชัดเจนว่า "พลเอกประยุทธ์" เคาะแล้ว เลือกทางไหน
นอกจากนี้ร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา 294 ระบุว่า ให้เร่งพัฒนาระบบสุขภาพที่ให้ความสำคัญต่อการจัดบริการสุขภาพเบื้องต้น พร้อมทั้งให้ประชาชนเป็นศูนย์กลาง รวมถึงปฏิรูปการบริหารจัดการระบบหลักประกันสุขภาพ และการเงินการคลังของกองทุนสุขภาพให้มีมาตรฐานใกล้เคียงกัน มีความเสมอภาค เป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำ มีประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ มีมาตรฐาน และเป็นที่ยอมรับในการให้บริการสาธารณสุข
ก็ยิ่งชัดเจนว่าสิ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญคือเรื่องของการลดความเหลื่อมล้ำในระบบสุขภาพ แนวทางรวม 3 กองทุน คือกองทุนสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ กองทุนประกันสังคม กองทุนหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ถูกจุดขึ้นมาอีกครั้งแล้ว
นพ.สุภัทร์ ฮาสุวรรณกิจ ผอ.รพ.จะนะ จ.สงขลา หนึ่งในตัวแทนกลุ่มแพทย์ชนบท กล่าวว่า ไม่เชื่อว่ารัฐบาลจะเลือกเดินตามแนวทางของกลุ่มแพทย์ชนบทจริงหรือไม่ หรือจะแค่เอาใจ แต่ที่ผ่านมาระบบของกระทรวงสาธารณสุข เป็นระบบสั่งการลงมายังหน่วยงานต่างๆ ทำให้การทำงานในเชิงเครือข่ายแบบประสานความร่วมมือในทางกลไก และระบบบริการ เป็นปัญหาอยู่ในขณะนี้ จึงไม่เห็นด้วยกับการลดบทบาทองค์กรตระกูล ส. และให้อำนาจในการบริหารระบบสาธารณสุขกลับไปอยู่ภายใต้ข้าราชการกระทรวงสาธารณสุขอีก
ส่วนการยุบรวมกองทุนนั้นตนเห็นว่าเป็นสิ่งที่ดีที่ แต่ไม่เชื่อว่า คสช. จะทำได้สำเร็จง่ายๆ แม้ว่าจะใช้ ม.44 แล้วก็ตาม เนื่องจากที่ผ่านมามีความพยายามหลายครั้งในการยุบรวมกองทุน แต่ทว่าไม่ประสบผลสำเร็จ เนื่องจากแต่ละกองทุนล้วนแล้วแต่มีการปกป้องผลประโยชน์ของตัวเอง ทั้งนี้เท่าที่ทำได้ในตอนนี้ คือการยุบรวมกองทุนประกันสังคม และบัตรทองเท่านั้น
เช่นเดียวกับผู้หลักผู้ใหญ่ในกลุ่มแพทย์ชนบทอย่าง นพ.วิชัย โชควิวัตน คณะกรรมการ สปสช. กล่าวกับทีมข่าว PPTVHD ว่า แนวคิดการรวมกองทุนเป็นสิ่งดี แต่สำหรับประเทศไทย หากมองที่ 3 กองทุน คือ กองทุนสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ กองทุนประกันสังคม กองทุนหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ยังมีความแตกต่างกันมาก การรวมกันอาจทำได้ยาก ทางที่ดีควรเริ่มยุบรวมจากการรวมกองทุนของประกันสังคม และบัตรทองก่อน เนื่องจากมีระบบที่ใกล้เคียงกัน มากกว่าระบบประกันสุขภาพของข้าราชการที่สามารถรักษาที่โรงพยาบาลใดก็ได้
"มีตัวอย่างหลากหลายประเทศที่จะยุบรวมหรือไม่ยุบรวมก็ได้ เช่น ญี่ปุ่นมี 4,000 กว่ากองทุน ก็สามารถบริหารจัดการให้ประชาชนเข้าถึงการรักษาพยาบาลได้เท่าเทียมกัน หรือแบบไต้หวันที่รวมเป็นกองทุนเดียวก็ได้"
ทั้งนี้เป็นเรื่องดีที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะลดความเหลื่อมล้ำ แต่ทว่าในเรื่องของการปฏิรูป ยังมีข้อกังวล ที่อยากให้ คสช. มีการศึกษาที่รอบคอบ ไม่ใช่ฟัง สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) อย่างเดียว เพราะมองว่าสิ่งที่ สปช.เสนอเป็นการทำลายระบบสาธารณสุข และไม่อยากให้การบริหารงานเป็นเหมือนรัฐบาลชุดที่ผ่านๆมา ที่มีความล้มเหลวในการจัดทำนโยบาย
สุดท้ายต้องมาดูว่า ยุทธศาสตร์ เลือกข้าง ของ คสช. ในวง "การศึกษา – สาธารณสุข" จะปฏิรูปขนานใหญ่ได้หรือไม่ การเดินหน้ารวม 3 กองทุนสุขภาพ การผ่าตัดทุจริตกระทรวงศึกษา รวมถึงผลักดันงานด้านปฏิรูปการศึกษาล้วนเป็นงานหินที่ไม่ได้สำเร็จง่ายๆ
งานนี้ล้วนพิสูจน์ฝีมือคสช.!
รายงานพิเศษโดย : ทีมข่าว PPTV HD