สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมาชาติและสิ่งแวดล้อม พบว่า ช่วง 10 ปีที่ผ่านมา 2550-2560 สำรวจพบหญ้าทะเล 13 ชนิดพันธุ์ตามฝั่งทะเลในพื้นที่ 19 จังหวัด บนเนื้อที่หญ้าทะเล 159,829 ไร่ ฝั่งอ่าวไทย 60,196 ไร่ ฝั่งอันดามัน 99,633 ไร่ ซึ่งจังหวัดที่มีพื้นหญ้าทะเลมากที่สุด คือ จังหวัดตรัง 33,066.5 ไร่ สภาพสมบูรณ์ปานกลางถึงดี โดยชายฝั่งทะเลอันดามันตอนล่าง มีพื้นที่แหล่งหญ้าทะเลมากที่สุด 66,821 ไร่ รองลงมา คือ อันดามันตอนบน อ่าวไทยตอนกลาง อ่าวไทยตะวันออก อ่าวไทยตอนล่าง และอ่าวไทยตอนบน
แต่หญ้าทะเลที่พะยูนจะเลือกกินต้องเป็นลักษณะอ่อนนิ่ม เช่น หญ้าใบมะกรูด (Halophila ovalis) หญ้าผมนาง(Halodule uninervis) หญ้าเต่า(Thallassia hemprichii) หญ้าชะเงาใบมน (Cymodocea rotundata) และหญ้าชะเงาใบยาว (Enhalus acoroides) กินเฉพาะใบอ่อน
สำหรับ “หญ้าทะเล” ถือเป็นพืชดอกที่เจริญเติบโตอยู่ในทะเล เติบโตได้ดีบริเวณน้ำตื้นแสงแดดส่องถึง มักแพร่กระจายพันธุ์อย่างกว้างขวางในเขตน้ำตื้นชายฝั่งทะเลทั่วโลกในเขตร้อนและเขตหญ้าทะเลเขตอบอุ่น มีวิวัฒนาการให้สามารถกลับไปดำรงชีวิตในทะเลได้อีกครั้ง หลังจากพืชชั้นสูงอื่นๆ มีวิวัฒนาการเป็นพืชบกเมื่อ 400 ล้านปีก่อน ทำให้หญ้าทะเลมีความแตกต่างจากหญ้าบกตรงรูปร่าง ใบ ลำต้น ราก ดอก และผล วงจรชีวิตอยู่ใต้น้ำ มีลำต้นเป็นปล้องๆ ทอดยาวไปตามพื้นดิน โดยเหง้าจะทอดยาวและแตกสาขาไปตามพื้นดินในแนวนอน
และไม่เพียงแต่ พะยูนเท่านั้นที่ถูกคุกคาม เพราะ หญ้าทะเล อาหารของพะยูน ก็กำลังจะถูกคุกคามด้วยเช่นกัน ซึ่ง 2 สาเหตุนำมาซึ่งความเสื่อมโทรมของทรัพยากรแหล่งหญ้าทะเล คือ
สาเหตุจากธรรมชาติ ในช่วงปลายฤดูร้อนหญ้าทะเลส่วนเหนือพื้นจะหายไป เหลือแต่รากและส่วนใต้ดิน ใบจะแตกยอดใหม่ในช่วงหมดมรสุมตะวันออก และเจริญเติบโตเด็มที่ในช่วงปลายฤดูมรสุมตะวันตก คลื่นมรสุมรุนแรง ทำให้มีการเคลื่อนย้ายของแนวสันทรายและตะกอนธรรมชาติทับถมแนวหญ้าทะเล เป็นผลกระทบจากปรากฏการณ์น้ำทะเลอุณหภูมิสูง เช่น ในปี 2553
สาเหตุจากมนุษย์ มาจากการพัฒนาชายฝั่งทุกรูปแบบที่ทำให้มีตะกอนในน้ำทะเลเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งการพัฒนาด้านการท่องเที่ยว การสร้างสะพานที่จอดเรือ การปล่อยน้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรม บ้านเรือน และการทำนากุ้ง ทำให้คุณภาพน้ำเสื่อมโทรม การทำประมงผิดกฎหมายในพื้นที่หญ้าทะเล เช่น การใช้อวนลากและอวนรุนแรง
ปัจจัยทั้งหมดล้วนส่งผลต่อระบบนิเวศโดยรวมด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะระบบนิเวศชายฝั่งเพราะนอกจากเป็นอาหารของพะยูนแล้ว ยังเป็นแหล่งวางไข่ แหล่งอาศัยของสัตว์น้ำขนาดเล็ก แหล่งหลบภัย แหล่งอาหาร นั่นหมายความว่าทั้งสองล้วนเกื้อกูลกันและจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องอนุรักษ์ ฟื้นฟู ดูแล รักษาไว้ตราบนานเท่านาน
เปิดโฉมหน้า! ชายผู้รู้ใจพะยูนน้อย “มาเรียม”
"มาเรียม" พะยูนน้อยนอนเพลินเกยตื้นอีกรอบ
"มาเรียม"ปรับตัวได้ตื่นทันน้ำลง ไม่เกยตื้นแล้ว!