นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการแก้ปัญหาเร่งด่วนในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาว่า ตอนนี้มีน้ำระบายหน้าเขื่อนเจ้าพระยา จังหวัดชัยนาท เพียง 14.3 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง ส่งผลให้ไม่มีน้ำไหลเข้าระบบชลประทาน จึงไม่มีน้ำส่งให้พื้นที่เกษตรหลายแสนไร่ และน้ำมีไม่พอแบ่งให้กับ 24 คลองจึงมีปัญหาทะเลาะแย่งน้ำกันจนเป็นปัญหาเรื้อรังและหนักขึ้นทุกปี จึงปรับเพิ่มระบายน้ำจากเขื่อนภูมิพล จากวันละ 20 ล้านลูกบาศก์เมตรเป็นวันละ 25 ล้านลูกบาศก์เมตร เขื่อนสิริกิติ์ ปรับเพิ่มจาก 19 ล้านลูกบาศก์เมตร เป็น 20 ล้านลูกบาศก์เมตร พร้อมสั่งหยุดสถานีสูบน้ำไฟฟ้ากว่า 400 แห่ง ตลอดแนวลุ่มน้ำปิง ลุ่มน้ำน่าน เป็นเวลา 3 วัน โดยปล่อยมวลน้ำมาตั้งแต่เย็นวันที่ 21 กรกฎาคม คาดว่าจะมาถึงเขื่อนเจ้าพระยาวันที่ 25 กรกฎาคมนี้ เพื่อมาช่วยเลี้ยงนาข้าวกว่า 17 ล้านไร่ ถ้าน้ำรอบนี้ไม่พออาจมีการปรับระบายเพิ่มอีกรอบจนถึงฤดูเก็บเกี่ยวช่วงกลางเดือนสิงหาคม ส่วนน้ำใน 4 เขื่อนใหญ่ ลุ่มเจ้าพระยา คือ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อย เขื่อนป่าสักฯ ล่าสุดมีน้ำใช้การได้ 1.3 พันล้านลูกบาศก์เมตร จะเพียงพอสำหรับอุปโภคบริโภคแน่นอน
ด้านนายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ได้สั่งการให้สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตร สำนักงานเกษตรจังหวัด และสำนักงานเกษตรอำเภอเร่งสำรวจข้อมูลพื้นที่การเกษตรที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง โดยจัดตั้งศูนย์เฉพาะกิจ (War Room) จังหวัด เพื่อติดตามสถานการณ์และวางแผนการช่วยเหลือเกษตรกร รวมถึงประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำให้แก่เกษตรกร และส่งเสริมให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนจากการทำนามาเพาะปลูกพืชอายุสั้นใช้น้ำน้อย ในช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายน
สำหรับการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยพิบัติตามระเบียบกระทรวงการคลังฯ มีหลักเกณฑ์การให้ความช่วยเหลือ คือ ต้องเป็นเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรกับกรมส่งเสริมการเกษตรก่อนเกิดภัย ซึ่งจะช่วยเหลือตามจำนวนพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายจริง แต่ไม่เกิน 30 ไร่ อัตราการช่วยเหลือนาข้าวไร่ละ 1,113 บาท พืชไร่ๆ ละ 1,148 บาท พืชสวนและอื่นๆ ไร่ละ 1,690 บาท ทั้งนี้ ได้กำหนดกรอบระยะเวลาการให้ความช่วยเหลือเร่งด่วนให้เสร็จหลังประกาศเขตภัยพิบัติฉุกเฉินภายใน 15 วัน