ในทุกๆ ปี หนึ่งในจุดหมายปลายทางของนักแสวงบุญคือการได้พิชิตเขาคิชฌกูฏซึ่งอยู่สูงจากระดับน้ำทะเล 1,050 เมตร และเปิดเพียงปีละครั้งเท่านั้น (25 ม.ค.63-24 มี.ค.63) ทำให้ตลอดระยะเวลา 2 เดือน มีสาธุชนนับแสนคนเดินทางมาเพื่อกราบสักการะรอยพระพุทธบาทและผูกผ้าแดงบนยอดเขาแห่งนี้ ซึ่งเดิมทีผ้าแดงคือสัญลักษณ์บ่งบอกถึงความอันตรายของพื้นที่ แต่หัวใจสำคัญของการมาเยือนเขาคิชฌกูฏ คือ “รอยพระพุทธบาท” ลุงวรพจน์บอกว่า
“ การกราบสักการะพระพุทธบาทมีอานิสงส์อยู่แล้ว ถ้าไม่เช่นนั้น เหมือนไม่ได้มา ดังนั้นหัวใจสำคัญต้องอยู่ที่ตรงนั้น ให้เหมือนกับคำว่านี่คือประเพณีนมัสการรอยพระพุทธบาท ต้องตะหนักถึงตรงนี้”
สำหรับรอยพระพุทธบาทย้อนกลับไปปี พ.ศ.2397 (166 ปีก่อน) มีชาวบ้านเข้าป่าเพื่อหาไม้ป่ามาขายจนได้มาพักเหนื่อยบนลานหินกว้าง และพบกับรอยรูปก้อนหอยบนแผ่นหินแผ่นหนึ่ง จนกระทั่งความไปถึงเจ้าอาวาสวัดหนึ่ง จึงให้คนไปพิสูจน์และได้พบกับรอบพระพุทธบาทขนาดใหญ่ กว้าง 1 เมตร ยาว 2 เมตร
ไม่เพียงเท่านั้นทางด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ของรอยพระพุทธบาทมีหินกลมก้อนใหญ่มากเรียกว่า “หินลูกพระบาท” เชื่อกันว่าหินก้อนนี้ไม่นาจะตั้งอยู่ได้แต่คล้ายว่าจะลอยอยู่เฉยๆ ซึ่งเคยมีคนนำด้ายสายสิญจน์คล้องแล้วหลุดออกมาอีกฝั่งเพื่อพิสูจน์ ตรงข้ามหินลูกนี้มีรอยพระหัตถ์ไปรับหินก้อนนี้ ซึ่งรอยพระหัตถ์กับรอยพระพุทธบาทห่างกันประมาณ 5 เมตร และในก้อนหินตรงข้ามกับรอยพระหัตถ์ ยังมีรูปรอยเท้าใหญ่ เรียกว่ารอยเท้าพญามารสูงประมาณ 15 เมตร หากแหงนหน้าขึ้นไปดู
ปริศนาข้อพรได้ 1 ข้อเท่านั้น!! แล้วเขียนพรลงผ้าแดงผูกที่ต้นไม้ไว้กับเทพเทวา..
เป็นที่ทราบกันดีว่าการมากราบสักการะรอยพระพุทธบาทนั้น นอกจากมาทำบุญ ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาแล้ว ย่อมมีความปรารถนาให้บังเกิดสิ่งดีๆกับชีวิต จึงตั้งใจมาขอพร แต่การขอพร ณ ที่แห่งนี้ ขอได้เพียง 1 ข้อเท่านั้น เพราะ...
“ตามนโยบายที่พระครูธรรมสรคุณ (หลวงพ่อเขียน ขนฺธสโร) อดีตประธานจัดงานรอยพระพุทธบาท ถ้าพูดถึงเราท่านทั้งหลาย สมมติว่ามีใครมาขอเรามีกะปิไหม มีน้ำปลาไหม มีเกลือไหม เราจะให้ไหมถ้าเขามาขอเราเป็นจำนวนมากๆ เราก็ไม่ให้ ฉันใดก็ฉันนั้น โดยสภาวะของธรรมชาติก็จะเป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้นขอเพียงแค่ข้อเดียว เมื่อขอเสร็จแล้วก็เอาพรที่ขอบุกบั่นมาแล้วมาเขียนที่ผ้าแดง ณ ลานผ้าแดง ที่ต้องเดินขึ้นเขาไปอีกราว 1 กิโลเมตร โดยทั่วไปเทพเทวาท่านอยู่ทุกๆ ที่ ในเขตขุนเขาคิชฌกูฏแห่งนี้ สามารถที่จะขอพรได้ในทุกที่” ตามคำบอกเล่าของลุง วรพจน์
วอนนักแสวงบุญ “ต้องสำรวมกาย วาจา ใจ”
สำรวจเศรษฐกิจเส้นทางขึ้นเขาคิชฌกูฏ จันทบุรี
สิ่งหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันในการขึ้นมา ณ สถานที่อันศักดิ์สิทธิ์นี้คือ การสำรวม กาย วาจา ใจ โดยลุงวรพจน์ฝากไปถึงผู้ที่จะขึ้นมาว่า การเข้ามากราบสักการะแต่ละสถานที่มีข้อกำหนด เช่น ถอดหมวก ถอดรองเท้า แต่งกายให้เรียบร้อย ในการที่จะเข้ามาสู่ยังเขตพุทธสถาน หรือเขตธรรมสถาน ไปจนถึงเขตสังฆสถาน หลายครั้งสาธุชนส่วนมากไม่ค่อยถอดรองเท้า จึงอยากให้สวมใส่รองเท้า แบบง่ายๆ สบายๆ สามารถถอดได้อย่างรวดเร็ว ขณะที่เครื่องสักการะในช่วงหลังมานี้ทางเจ้าหน้าที่อุทยานฯ ไม่อนุญาตให้นำขึ้นมาจำหน่ายด้านบน ก็อาจจะซื้อมาจากด้านล่างได้ แต่งดเว้นการนำถุงพลาสติกขึ้นมาให้ใส่ถุงผ้าหรือเป้ แต่ลุงวรพจน์แนะนำว่า “เอาใจของเรานั้นเป็นที่ตั้ง” คืออานิสงค์สูงสุด
“ดังนั้นผมเองก็เลยต้องค่อยมั่นบอกประชาสัมพันธ์ในเรื่องของเข้ามาถึงสถานนี้แล้ว แม้ท่านเกิดความปลื้มปิติเห็นผ้าแดงขนาดนี้ อย่าเปล่งวาจาให้เกินวิสัยสำรวมสักนิดหนึ่ง”
เรื่องเล่าผ่านผนัง-กำแพงที่เมืองจันท์
ณ ขุนเขาแห่งศรัทธาแห่งนี้ยังมีเรื่องราวมากมาย คำบอกเล่าจากคนในพื้นที่คืออีกหนึ่งเรื่องราวที่ควรรับชมและรับฟัง