จากกรณีที่ รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า “ติดกล่องกรองอากาศบนหลังคารถเมล์ มันก็เรื่องลวงโลก แบบเดียวกับเครื่อง GT200 ว่านี่ก็ปี 2020 แล้ว ประชาชนคงไม่โดนหลอกกันง่ายๆ อีกนะ”
ซึ่งคำนวณว่า "กล่องกรองอากาศ ด้วยแผ่นฟิลเตอร์" ของ ขสมก. ถ้าทำงานได้ตามที่อ้างไว้ และติดบนรถเมล์จำนวน 500 คัน ไปกรองอากาศเสียในกรุงเทพฯ จะได้ผลเป็นอย่างไร ? คำตอบคือ ได้แค่จุดพิกเซลเดียว
ล่าสุด นายสุระชัย เอี่ยมวชิรสกุล ผู้อำนวยการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ ได้ชี้แจงในประเด็นนี้ว่า กระทรวงคมนาคม มีนโยบายเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) ในเขตพื้นที่กรุงเทพและปริมณฑล จึงได้ทดสอบการติดตั้งเครื่องกรองอากาศต้นแบบ บนหลังคารถโดยสารของ ขสมก. เพื่อทดลองกรองอากาศในการดักจับฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) ขณะรถโดยสารวิ่งให้บริการประชาชน
การทำงานของเครื่องต้นแบบ ใช้หลักการกวาดอากาศที่มีฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) ซึ่งเเขวนลอยอยู่บนถนน ที่มีการจราจรหนาเเน่นในกรุงเทพมหานคร ในระดับความสูงไม่เกิน 5 เมตร เมื่อรถวิ่ง อากาศจะปะทะเข้าหน้ารถ และผ่านเข้าเครื่องกรองโดยอัตโนมัติ ซึ่งวิธีการดังกล่าว สามารถกรองอากาศได้ โดยไม่สิ้นเปลืองพลังงาน เนื่องจากไม่ต้องใช้พลังงานไฟฟ้าในการดูดลมเข้าเครื่องกรอง ดังเช่นเครื่องกรองอากาศทั่วไป
อีกทั้ง ไส้กรองอากาศที่ใช้ จะเป็นไส้กรองที่สามารถกรองฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) ได้ แต่มีราคาถูก สามารถหาซื้อได้ทั่วไป ซึ่งหลักการนี้ เป็นหลักการเดียวกับการใช้แก้ไขปัญหาฝุ่นละออง ในเมือง เซาแธมป์ตัน ประเทศอังกฤษ และ กรุงนิวเดลี ประเทศ อินเดีย
สำหรับ รถโดยสารที่ติดตั้งเครื่องกรองอากาศที่มีหน้ากว้าง 0.5 ลูกบาศก์เมตร บนหลังคา จะสามารถกวาดอากาศเข้าเครื่องกรอง ได้ 10,000 ลูกบาศก์เมตรต่อการวิ่งรถ 1 เที่ยว (เมื่อรถโดยสารวิ่งด้วยความเร็วเฉลี่ย 20 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในระยะทางยาว 20 กิโลเมตร) ซึ่งงานวิจัยในต่างประเทศ ระบุว่า ผู้ใหญ่ 1 คน จะสูดอากาศหายใจเฉลี่ย 0.5 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง ดังนั้น รถโดยสาร 1 คัน จะสามารถกรองอากาศ ให้กับประชาชนที่อยู่บนถนนได้ถึง 20,000 คน
จากการทดลองนำรถโดยสาร ที่ติดตั้งเครื่องกรองอากาศบนหลังคารถ มาวิ่งให้บริการประชาชน ตั้งแต่วันที่ 12 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ขณะที่รถวิ่ง ผลการวัดค่า PM 2.5 ในอากาศก่อนเข้าเครื่องกรอง มีค่าอยู่ในระดับ 48 - 52 (คุณภาพอากาศปานกลาง) ในขณะที่ อากาศที่ผ่านเครื่องกรองออกมาแล้ว มีค่าอยู่ในระดับ 1 - 5 (คุณภาพอากาศดีมาก)
ดังนั้น กระทรวงคมนาคม จึงได้แต่งตั้งคณะทำงานจากหลายหน่วยงานดำเนินการทดลอง หากผลเป็นที่น่าพอใจ จึงจะดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมาย เเละหลักเกณฑ์ของสำนักวิศวกรรมยานยนต์ กรมการขนส่งทางบกต่อไป