เผยเบื้องหลังนำ 2 พยานพลิกคดี“บอส อยู่วิทยา” เข้าสำนวนผ่านกมธ.สนช.


โดย PPTV Online

เผยแพร่




ทีมข่าวพีพีทีวี ได้ข้อมูลที่น่าสนใจถึงเบื้องหลังของความพยายามของทีมกฎหมายฝ่าย “บอส วรยุทธ” ในการนำพยานใหม่ 2 คนนี้เข้าสู่สำนวนคดี โดยพบว่า ถูกดำเนินการผ่านกรรมาธิการชุดหนึ่งของสนช. ซึ่งตั้งขึ้นหลังรัฐประหารปี 2557

ทีมข่าวพีพีทีวี สรุปจากข้อมูลที่อยู่ในสำนวนคดีคำสั่งไม่ฟ้องคดี บอส วรยุทธ อยู่วิทยา ของพนักงานอัยการ และได้รับข้อมูลบางส่วนเพิ่มเติมจากแหล่งข่าวระดับสูงของสำนักงานอัยการสูงสุด โดยระบุว่า ที่มาของการสอบปากคำพยานใหม่ 2 คน เข้ามาเพิ่มเติมในสำนวนคดี เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 4 ธ.ค.ปี 2562  หรือ หลังเกิดเหตุนานกว่า 7 ปี โดยคนหนึ่ง คือ ทหารอากาศยศ พล.อ.ท. และอีกคนหนึ่งชื่อขึ้นต้นด้วยอักษร “จ” ทั้ง 2 คนอ้างว่าเป็นประจักษ์พยานที่ขับรถกระบะตาม.ด.ต.วิเชียร มาและเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด 

นักฟิสิกส์ ยัน ความเร็วรถ “บอส อยู่วิทยา” อยู่ที่ 177 กม./ชม.

โดยจุดเริ่มต้นเกิดขึ้นหลังอัยการมีคำสั่งฟ้อง บอส วรยุทธ ในข้อหาขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย  ซึ่งทีมกฎหมายและทนายความของ “บอส” พยายามยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมต่ออัยการหลายต่อหลายครั้ง จนอัยการเคยรับคำร้องและสั่งให้พนักงานสอบสวนดำเนินการตามคำร้อง

แต่ท้ายที่สุดอัยการก็มีคำสั่งยุติคำร้องขอความเป็นธรรมเป็นช่วงๆ แต่ทีมกฎหมายของ “บอส” ก็ยังยื่นคำร้องขอความไม่เป็นธรรมไม่สิ้นสุด จนกระทั่งมีนายตำรวจ 3 คนและผู้เชี่ยวชาญ 1 คน กลับคำให้การเรื่องความเร็วรถ โดยระบุว่า มีการคำนวณโดยวิธีใหม่จากเดิมที่เคยคิดได้ 177 กม./ชม. มาคิดพบว่า รถยนต์เฟอร์รารีของ “บอส” วิ่งมาด้วยความเร็วประมาณ 76 กม./ชม.  ประกอบกับในช่วงนั้น ทีมกฎหมายของ “บอส” ก็ไปยื่นหนังสือขอความธรรมในอีกทางหนึ่งกับคณะกรรมาธิการการกฎหมาย กระบวนการยุติธรรมและกิจการตำรวจ ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ซึ่งตั้งขึ้นหลังรัฐประหารปี 2557 จนอัยการสูงสุดได้รับการประสานงานและมีคำสั่งให้พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนเพิ่มเติมตามหนังสือร้องขอความเป็นธรรมอีกหลายครั้ง

ย้อนคดี “ทายาทกระทิงแดง” พบทำสำนวนอ่อน

จนวันที่ 4 ธ.ค. 2562 ได้สอบปากคำพยานใหม่ 2 คน ที่อ้างว่าเป็นประจักษ์พยานจนทำให้คดีนี้สามารถพลิกคำสั่งของอัยการจากการฟ้อง บอส วรยุทธ ในข้อหาขับรถโดยประมาทจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย มาเป็นคำสั่งไม่ฟ้อง และแจ้งข้อหากับ ด.ต.วิเชียรผู้เสียชีวิตเป็นผู้ต้องหาประมาทร่วม

หากย้อนดูรายชื่อคณะกรรมาธิการการกฎหมาย กระบวนการยุติธรรมและกิจการตำรวจ ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติชุดนี้ ก็ประกอบด้วยและนายตำรวจ ทหาร และนักกฎหมายที่เชื่องโยงกับรัฐบาลยุคคสช.และมีอำนาจอยู่ในปัจจุบันทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นประธานกรรมาธิการ คือ พล.ร.อ. ศิษฐวัชร วงษ์สุวรรณ น้องชายพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี พล.ต.ท.วิบูลย์ บางท่าไม้ คู่เขยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี  หรือแม้แต่ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่วันนี้สั่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงในสำนวนคดีนี้ ก็อยู่ในกรรมาธิการชุดนั้น 

'บอส อยู่วิทยา' พ้นผิด ตำรวจยันจบทุกคดี สั่งไม่ฟ้องเด็ดขาด เหตุไร้พยานหลักฐาน

จึงเกิดคำถามจากคนที่ติดตามคดีนี้ว่า เหตุใดทำไมกรรมาธิการถึงมีบทบาทในคดี “บอส วรยุทธ” และต้องรับคำร้องขอความเป็นธรรมจากฝ่ายกฎหมายของ “บอส” ก่อนส่งต่อให้อัยการสูงสุด และเพื่อความโปร่งใสจึงอยากให้กรรมาธิการชุดนี้ออกมาชี้แจงรายละเอียดและที่มาเพื่อไม่ให้เกิดการตีความไปเองและความเข้าใจผิดของสังคม   

สำหรับพยานใหม่ 2 ปากที่เพิ่มเติมเข้ามาในสำนวนคดี หลังเกิดเหตุนานกว่า 7 ปี ถือว่ามีผลต่อการพลิกคำสั่งอัยการจากการฟ้องมาเป็นไม่ฟ้อง “บอส วรยุทธ” ในข้อหาขับรถโดยประมาทจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายอย่างมาก เพราะในสำนวนคดีคำสั่งไม่ฟ้องของอัยการอธิบายไว้ชัดเจนว่า ให้น้ำหนักกับคำให้การของ 2 คนนี้ เนื่องจากเป็นประจักษ์พยานในเหตุการณ์ และสอดคล้องกับผู้เชี่ยวชาญที่กลับคำให้การในภายหลังการยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมของทีมกฎหมาย บอส วรยุทธ หลายต่อหลายครั้ง 

โดยพยาน  2 คนนี้ให้การว่าในวันเกิดเหตุ วันที่ 3 ก.ย. 2555 เขาขับรถกระบะแล่นตาม ด.ต.วิเชียร ซึ่งเวลานั้น ด.ต. วิเชียร วิ่งอยู่ในเลน 1 ด้านซ้ายจากริมฟุตบาท และรถกระบะของเขาวิ่งมาในเลนที่ 2 คือ เลนกลาง โดย มี บอส วรยุทธ ขับเฟอร์รารี่ สีบรอนซ์เทา วิ่งมาในเลน 3 ติดเกาะกลางถนนด้วยความเร็วประมาณ 60-80กิโลเมตรต่อชั่วโมง (พยานระบุความเร็วรถบอสชัดเจน)

จากนั้น ด.ต.วิเชียรขี่จักรยานยนต์ตราโล่ ไทเกอร์ ของตัวเอง เปลี่ยนจากเลน 1 มาเลน 2 ทำให้พยานรายนี้ ชะลอความเร็วและหักพวงมาลัยหลบเข้าทางซ้ายมือ เพื่อไม่ให้ชนรถของ ด.ต.วิเชียร

จากนั้นด.ต.วิเชียรก็เปลี่ยนเลนเข้าไปในเลนที่ 3 ทำให้รถยนต์ของบอส วรยุทธ ที่ขับตามมา ชนรถจักรยานยนต์ ของด.ต.วิเชียร เพราะเป็นการเบี่ยงเลนในระยะกระชั้นชิด เป็นเหตุให้ ด.ต.วิเชียรเสียชีวิต ในสำนวนคดีจึงสรุปว่า อุบัติเหตุครั้งนี้ เป็นเหตุสุดวิสัย ไม่ใช่มาจากความประมาทของ บอส วรุยทธ 

ตร.ชี้ “บอส อยู่วิทยา” กลับไทยได้ หลัง ขั้นตอนถอนหมายจับเสร็จ  

น่าสนใจว่า คำให้การของพยานคนนี้ ขัดแย้งกับ นาย สธน วิจารณ์วรรณลักษณ์ อ.ประจำภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หนึ่งทีมพิสูจน์หลักฐานที่เคยลงพื้นที่ตรวจสอบความเร็วรถของนายวรยุทธ หลังเกิดเหตุ เปิดเผยว่า ขณะนั้นเขาเป็นที่ปรึกษาในการตรวจสอบความเร็วรถให้กำกับทีมตำรวจพิสูจน์หลักฐาน เพื่อหาวิธีตรวจสอบความเร็วรถจากหลักฐานชิ้นเดียวที่เป็นภาพจากกล้องวงจรปิดชิ้นนี้

ซึ่งวิธีที่เจ้าหน้าที่ใช้ขณะนั้น คือ การลงพื้นที่วัดระยะทางจริง ตามภาพที่ปรากฏในกล้อง โดยกำหนดจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุด โดยจุดเริ่มต้นอยู่อยู่ตรงต้นไม้ขวามือของกล้อง และจุดสิ้นสุด อยู่ทางด้านซ้ายสุดของกล้อง ก่อนที่รถจะออกจากกล้องไป ทั้ง 2 จุดนี้ วัดระยะทางได้ 31 เมตร

“สิระ” เตรียมเรียก ผบ.ตร.-อสส.แจงปม “บอส อยู่วิทยา” หลุดคดี

จากภาพในกล้องวงจรปิดจะเห็นว่ารถยนต์ของนายวรยุทธ ใช้เวลาวิ่งผ่านมุมกล้องไม่ถึง 1 วินาที เมื่อใช้เทคนิคทำภาพเคลื่อนไหวเป็นภาพนิ่งโดยนับเฟรม เพื่อให้ได้เวลามาคำนวนความเร็ว พบว่ารถของนายวรยุทธ ใช้เวลาเวลาผ่านหน้ากล้องประมาณ 0.63 วินาที ก่อนนำมาเข้าสูตรคำนวนหาค่าความเร็วเฉลี่ยปรากฏว่า ความเร็วรถที่นายวรยุทธ ที่ขับขณะนั้น อยู่ที่ประมาณ 177 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งข้อมูลนี้ได้สรุปลงสำนวนของคดีนี้ในช่วงแรกด้วย 

และยังขัดแย้งกับข้อมูลของ พ.ต.ต.ชวลิต เลาหอุดมพันธ์ อดีตตำรวจพิสูจน์หลักฐานที่เคยทำคดีนี้ ปัจจุบันเป็นส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ที่ระบุว่า เคยมีการตรวจสอบลักษณะการชน โดยนำเอารถจักรยานยนต์ ของด.ต.วิเชียร และรถยนต์ของนายวรยุทธ มาเปรียบเทียบกัน พบว่า ร่องรอยการบุบท้ายรถจักรยานยนต์ของ ด.ต.วิเชียร และ บริเวณหน้ารถยนต์ของนายวรยุทธ มีลักษณะชนในแนวตรง ไม่มีร่องรอยบริเวณด้านข้างที่เกิดจากการแฉลบ หรือ เฉี่ยวชนจากด้านข้าง และอีกจุดที่บอกว่าเป็นการชนท้ายอย่างแรง คือ โช้กรถจักรยานยนต์ล้อหลังที่โน้มเอียงไปทางด้านหน้า ตามทิศทางแรงกระแทกที่มาจากด้านหลัง  

ข้อเท็จจริงเช่นนี้ทำให้ทั้งนาย วีระ สมความคิด  เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชั่น และ สมบัติ วงศ์กําแหง กรรมการช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมายเนติบัณฑิตยสภา ซึ่งติดตามคดีนี้มาตลอดเห็นตรงกันว่า อัยการและตำรวจ ต้องชี้แจงให้ชัดเจนว่าเหตุใดให้น้ำหนักหรือเชื่อพยานใหม่และเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญที่กลับคำให้การมากกว่าข้อมูลเดิมที่ตำรวจพิสูจน์หลักฐานและผู้เชี่ยวชาญทำไว้ในช่วงแรก 

สำหรับการยื่นคำร้องขอความเป็นธรรมของทีมกฎหมายและทนายฝ่าย “บอส วรยุทธ” มีข้อมูลที่น่าสนใจจากแหล่งข่าวระดับสูงว่า มีที่ปรึกษากฎหมายของบริษัท เครื่องดื่มกระทิงแดง จำกัด  และบริษัทในเครือ ชื่อย่อว่า นาย ส. ซึ่งเคยมีประสบการณ์ในการทำงานฝ่ายนิติบัญญัติ จากการเป็น ส.ว.ในช่วงปี 2555 – 2556 และเคยทำหน้าที่ในกรรมาธิการยุติธรรมและการตำรวจ วุฒิสภาในเวลานั้น ได้ใช้ความสัมพันธ์กับฝ่ายนิติบัญญัติอยู่เบื้องหลังการวางแนวทางสู้คดีและการยื่นคำร้องให้กับ บอส วรยุทธ หรือไม่ และช่วยเหลือในระดับไหน ซึ่งต้องรอคำชี้แจงของคนที่เกี่ยวข้องหลังจากนี้    

เบื้องลึก คำสั่งไม่ฟ้องคดี ทายาทกระทิงแดง

“สมาคมทนายความ” เผย 8 พิรุธ คำสั่งไม่ฟ้อง “บอส อยู่วิทยา”

เปิดพยานปากเอก ทำคดีพลิก "บอส อยู่วิทยา" รอด หลุดทุกข้อหา!!

ข่าวที่คุณอาจพลาด

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์


TOP ประเด็นร้อน

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ