เมื่อวันที่ 13 ส.ค. 2563 เพจเฟซบุ๊กของผู้ปกครองคนหนึ่ง ที่โพสต์ร้องเรียนกรณีลูกชายถูกครูในโรงเรียนตบหน้าและบ้องหู คาดว่าสาเหตุจากเรื่องทรงผมผิดระเบียบ จนเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าครูทำเกินกว่าเหตุหรือไม่
ผู้สื่อข่าวสอบถามไปยังผู้ปกครองที่โพสต์ข้อความ เล่าว่า ลูกชายถูกครูชายฝ่ายปกครองเรียกให้ไปหา บอกว่าทรงผมผิดระเบียบ ให้ไปตัดแก้มาใหม่ ซึ่งลูกชายก็ถามกลับว่าให้แก้เป็นทรงอะไร แต่ครูกลับหาว่าเถียง ก่อนจะตบเข้าที่ใบหน้าและหูของลูกชาย 1 ครั้ง หลังเกิดเหตุได้พาลูกชายไปตรวจร่างกาย เพราะมีอาการหูอื้อ และปากแตก พร้อมกับเข้าลงบันทึกแจ้งความไว้ที่สถานีตำรวจภูธรเขาวง เพราะมองว่าเป็นการกระทำรุนแรงเกินกว่าเหตุหรือไม่ หากเด็กทำผิดจริงก็ควรตักเตือน หักคะแนน หรือทำทัณฑ์บน ไม่ใช่ใช้ความรุนแรงแบบนี้
โดยหลังเกิดเรื่องทางผู้บริหารและครูที่ก่อเหตุได้ติดต่อมาพูดคุยกัน และตกลงกันว่าครูชายที่ก่อเหตุจะจ่ายเงินค่าทำขวัญให้ 3,000 บาท แต่อยู่ ๆ ก็ยกเลิกการเจรจา อ้างว่าไม่พอใจที่ทางผู้ปกครองนำเรื่องไปโพสต์ ก่อนที่ทางครูชายคนดังกล่าวจะฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายกับผู้ปกครองเด็กอีก 300,000 บาท
ด้านครูฝ่ายปกครอง เปิดเผยว่า โรงเรียนมีกฎระเบียบชัดเจนว่านักเรียนชายต้องไว้ผมรองทรง วันเกิดเหตุเห็นนักเรียนคนดังกล่าวพอดี จึงได้เรียกมาเตือนเรื่องทรงผม เพราะเป็นทรงรากไทรและยาว จึงบอกให้ไปตัดมาใหม่ ซึ่งก็บอกเตือนดี ๆ แต่เด็กตอบว่าทำไม เพราะอะไรถึงไว้ผมยาวไม่ได้ จึงตบไปที่หน้าเบา ๆ ไม่ได้รุนแรงอะไร แล้วเด็กก็ยกมืออีกข้างขึ้นมาเหมือนจะต่อย สำหรับเรื่องการตบหน้าเด็กนั้น ครูฝ่ายปกครองยอมรับว่าทำจริง แต่ไม่ได้รุนแรงอย่างที่ผู้ปกครองโพสต์ เพียงแค่อบรมสั่งสอนตามหน้าที่ครูเท่านั้น
ครูฝ่ายปกครองโรงเรียน กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาอบรมและสั่งสอนนักเรียนมาหลายสิบปี ไม่เคยทำรุนแรงกับเด็ก แต่เพราะอยู่ฝ่ายปกครองอาจจะดุว่าและเข้มงวดเรื่องกฎระเบียบบ้าง แต่ก็เป็นการหน้าที่ของครู ที่อยากให้นักเรียนมีระเบียบ วินัย เป็นคนดีเท่านั้น ไม่ได้มีอคติหรือเคยลงไม่ลงมือรุนแรงสักครั้ง เรื่องนี้ก็อยากขอความเป็นธรรมด้วย ควรจะพูดคุยกันก่อน ไม่ใช่นำเรื่องราวไปโพสต์ในโลกโซเชียลสร้างความเสียหายเช่นนี้