การควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ส่งผลต่อเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ แม้ว่าหลายประเทศจะควบคุมโรคระบาดประสบความสำเร็จ แต่ก็ยังอยู่ในภาวะยากลำบาก เนื่องจากโลกยังอยู่ในภาวะไม่แน่นอน ซึ่งรายงานจาก ธนาคารโลก ชี้ว่า โควิด-19 ไม่ได้เพียงทำให้คนตกอยู่ในความยากจนเท่านั้น แต่ยังสร้าง "คนจนกลุ่มใหม่" เพิ่มขึ้นมากกว่า 38 ล้านคนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก ซึ่งแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 20 ปี (นับตามเส้นแบ่งความยากจนที่อัตรา 5.50 ดอลลาร์ต่อวัน)
ล่าสุด นายเกียรติพงศ์ อริยปรัชญา นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารโลก ประจำประเทศไทย เปิดเผยว่า โควิดมีผลกระทบมากๆต่อประเทศไทย และยังคงจะส่งผลกระทบต่อเนื่องทางเศรษฐกิจไปในไตรมาส 3-4 ไม่ว่าจะเป็นการส่งออก การท่องเที่ยว รวมถึงสถานการณ์การเมืองในประเทศ จึงประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2563 จะติดลบอยู่ที่ 8.3-10.4% ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาราว 2-3 ปี ที่เศรษฐกิจจะฟืันตัวขึ้นมาอีกครั้ง สิ่งสำคัญคือ การออกนโยบายรัฐบาลต้องมีมาตรการช่วยเหลือที่ต่อเนื่อง
ขณะที่การคาดการณ์อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิค ประจำเดือนตุลาคม อยู่ที่ 0.9% ซึ่งนับเป็นอัตราการเติบโตที่ต่ำสุดในรอบ 53 ปี ตั้งแต่ปี 2510 และคาดว่าโอกาสการฟื้นตัวสำหรับภูมิภาคนี้จะสดใสมากขึ้นในปี 2564
โดยนางเบอร์กิท ฮานสล์ผู้จัดการ ธนาคารโลกประจำประเทศไทยธนาคารโลก ได้ชื่นชมประเทศไทย ว่ารัฐบาลมีการควบคุมการแพร่ระบาดที่ทำได้ดีมากๆ รวมถึงดูแลผลกระทบทางเศรษฐกิจก็ทำได้ค่อนข้างดี แต่สิ่งที่ต้องจับตาคือมาตรการที่จะออกมาในอนาคต กับการปฎิรูปเศรษฐกิจให้มีความสามารถทางการแข่งขันในระยะยาว