นางสาววิยดา ประทุมสุวรรณ์ รองกรรมการผู้จัดการ ทริสเรทติ้ง จำกัด กล่าวว่า มาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ของภาครัฐจะช่วยกระตุ้นกำลังซื้อได้ระดับหนึ่งและช่วยผู้ประกอบการระบายสต็อกสินค้า แต่ก็ขึ้นอยู่กับภาวะเศรษฐกิจด้วย ขณะที่การผ่อนปรนเกณฑ์การปล่อยกู้อาจทำให้เกิดปัญหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือ เอ็นพีแอลตามมา
ขณะที่นายกวี ชูกิจเกษม รองกรรมการผู้จัดการบริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทยกล่าวว่า มาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ครั้งนี้ไม่ใช่มาตรการใหญ่เท่ากับมาตรการในครั้งก่อน จึงไม่สามารถกระตุ้นยอดขายได้มากนัก แต่จะเป็นการช่วยประคองธุรกิจของผู้ประกอบการอสังหาฯ ในภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัวมากกว่า เพราะถือเป็นภาคธุรกิจที่สำคัญ
นอกจากนี้จะส่งผลดีต่อจิตวิทยาในการลงทุนหุ้นอสังหาฯ ในระยะสั้น ซึ่งปัจจุบันหุ้นอสังหาฯ มีราคาถูก ขณะที่ฐานะทางการเงินยังแข็งแกร่ง จึงน่าสนใจที่จะเข้ามาเก็งกำไร
ทั้งนี้ภายหลังภายหลังคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติมาตรการดังกล่าววานนี้ (13 ต.ค.58) หุ้นที่เก็งกันว่าจะได้ประโยชน์ก็มีแรงขายทำกำไรในลักษณะ "Sell on fact" ออกมาทันที กดดันให้ราคาหุ้นในกลุ่มอสังหาฯ วานนี้ (13 ต.ค.58) ปรับตัวลงถ้วนหน้า
สำหรับมาตรการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ล่าสุดของรัฐบาลนั้น แบ่งออกเป็น 2 มาตรการหลัก คือมาตรการการเงินและการคลัง
ในส่วนของมาตรการทางการเงิน ให้ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ปล่อยสินเชื่อวงเงินรวม 10,000 ล้านบาท ให้ผู้ที่มีรายได้สุทธิเดือนละไม่เกิน 30,000 บาทสำหรับซื้อที่อยู่อาศัย โดยมีเงื่อนไขต้องทำนิติกรรมภายใน 1 ปี นับตั้งแต่วันที่ 19 ตุลาคม 2558 และกำหนดระยะเวลาการกู้ไม่เกิน 30 ปี
ส่วนมาตรการการคลัง ให้ปรับลดค่าธรรมเนียมการโอน จากเดิม 2% เหลือ 0.01% และลดค่าธรรมเนียมการจดจำนองจาก 1% เหลือ 0.01% สำหรับผู้ซื้อบ้านทั้งเก่า-ใหม่ รวมถึงให้คนกู้ซื้อบ้านที่มีราคาต่ำกว่า 3 ล้าน สามารถนำ 20% ของราคาบ้าน มาหักลดหย่อนภาษีเงินได้ในช่วง 5 ปีภาษี