จับสัญญาณชีพ "บัตรทอง"

โดย PPTV Online

เผยแพร่

Big story การตีความพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติปี 2545 ในทิศทางนี้ของคณะกรรมการกฤษฎีกา นับเป็นข้อผูกมัดทางกฎหมาย ที่ด้านหนึ่งอาจจะช่วยสร้างความชัดเจนของเนื้อหากฎหมายที่คลุมเครือ แต่อีกด้านหนึ่งก็สร้างความกังวลจนเริ่มเห็นสัญญาณของความขัดแย้ง เพราะอาจมีผลให้หน่วยบริการคือ โรงพยาบาลของรัฐส่วนใหญ่ บริหารจัดการได้ยากขึ้น และหากเป็นเช่นนี้ก็มีแนวโน้มส่งผลต่อคุณภาพของบริการที่ประชาชนจะได้รับ

หากย้อนกลับไปดู เฉพาะในช่วงที่รัฐบาลของคสช.เข้ามาบริหาร ความพยายามตีความพระราชบัญญัติฉบับนี้เกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้ง นับตั้งแต่เริ่มมีการตรวจสอบความผิดปกติในการใช้จ่ายเงินกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ จนเป็นผลให้นายแพทย์วินัย สวัสดิวร อดีตเลขาธิการ สปสช. หลุดจากตำแหน่ง

เท่าที่มีการเปิดเผย มีการตีความทั้งจากคณะกรรมการอย่างน้อยแล้ว 3 ชุด คือคณะกรรมการกฤษฎีกาที่กำลังเป็นข้อพิพาท คณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้งบประมาณของภาครัฐหรือ คตร.ที่แต่งตั้งโดย คสช. รวมถึงคณะกรรมการพิจารณาข้อกฎหมายที่แต่งตั้งขึ้นโดย สปสช. สมัยที่นายแพทย์รัชตะ รัชตะนาวิน ยังนั่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณะสุข โดยกรอบการตีความอยู่ที่ 5 ประเด็นสำคัญที่มีการตรวจสอบกันอย่างหนัก ในช่วงที่ผ่านมา ก่อนที่จะลงรายละเอียดในแต่ละประเด็น หากดูจากภาพรวม มีเพียงคณะกรรมการพิจารณาข้อกฎหมายของสปสช.เองเท่านั้น ที่ตีความว่า พฤติกรรมเหล่านี้ส่วนใหญ่สามารถทำได้และไม่ขัดต่อกฎหมาย ต่างจากคณะกรรมการกฤษฎีกา และ คตร. ทบสรุปลักษณะนี้ทำให้อดีตบอร์ด สปสช. ภาคประชาชน ออกมาทักท้วงว่าจะมีผลต่อการคุณภาพการให้บริการ ถึงขั้นที่จะส่งผลต่อการทำลายหลักการของบัตรทอง และเป็นสาเหตุที่บอร์ด สปสช.จะต้องขอให้กฤษฎีกาตีทบทวนการตีความ

การตีความใน 5 ประเด็น จะส่งผลต่อหลักการของหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ตามขัดกังวลของอดีตบอร์ด สปสช.อย่างไร เราจะค่อยๆไล่เรียงกันทีละประเด็น

ประเด็นแรก "การจ่ายเงินช่วยเหลือ ผู้ให้บริการ กรณีได้รับความเสียหายจากการให้บริการ" ข้อนี้ทั้ง ครต. และกฤษฎีกาตีความตรงกันว่า ขัดต่อวัตถุประสงค์ของกองทุน ตามมาตรา41 ที่กำหนดไว้ว่าเงินช่วยเหลือเบื้องต้นมีไว้สำหรับผู้รับบริการเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับผู้ให้บริการ เพราะฉะนั้น กรณีที่รถฉุกเฉินของโรงพยาบาลประสบอุบัติเหตุ หรือ บุคคลากรของโรงพยาบาลติดเชื้อจากการรักษา ก็จะไม่สามารถจ่ายเงินกองทุนช่วยเหลือให้กับบุคคลากรของโรงพยาบาลได้ กรณีนี้อดีตบอร์ดสปสช.มองว่า ถือเป็นความไม่เป็นธรรมที่เกิดกับคนทำงาน เพราะหากเป็นเช่นนี้ อนาคตก็จะไม่มีบุคคลากรทางการแพทย์ของรัฐคนใดอยากให้บริการกับผู้ป่วยที่ใช้สิทธิ์นี้

ต่อมา "การจ่ายค่าน้ำ-ค่าไฟ และค่าบุคลากร" ข้อนี้ทั้งกฤษฎีกาและ คตร.ตีความตรงกันว่าเป็นการใช่จ่ายงบประมานนอกกรอบวัตถุประสงค์ของกองทุนที่กำหนดไว้ว่าต้องเป็น"ค่าใช้จ่ายเพื่อบริการสาธารณสุข"เท่านั้น

เรื่องนี้ หนึ่งอดีตกรรมการ สปสช. ภาคประชาชน อย่างคุณนิมิตร์ เทียนอุดม ได้ให้ข้อมูลกับเราว่าปัจจุบันงบประมาณโรงพยาบาลส่วนใหญ่มาจากกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ดังนั้นถ้าหากไม่นำงบประมาณจากกองทุนนี้ไปจ่ายค่าบุคลากรชั่วคราว หรือค่าน้ำค่าไฟ แล้วโรงพยาบาลจะนำเงินที่ไหนไปจ่าย และถ้าหากไม่จ้างลูกจ้างชั่วคราวกลุ่มนี้ ประชาชนก็อาจจะไม่สามารถเข้าถึงบริการด้านการแพทย์ได้

ข้อต่อมา "การจ่ายเงินให้กับหน่วยงาน องค์กร มูลนิธิ และภาคประชาชน ที่มิได้เป็นหน่วยงานบริการ" ข้อนี้กฤษฎีกาตีความว่าสามารถกระทำได้ ซึ่งขัดแย้งกับการตีความของ คตร. โดยเฉพาะการจัดซื้อยาผ่านองค์การเภสัชกรรมที่ คตร.บอกว่าทำไม่ได้ เรื่องนี้คณะทำงาน สปสช.มองว่าหากยอมรับหลักการให้หน่วยบริการหรือโรงพยาบาลไปจัดซื้อยาเอง แทนที่จะซื้อผ่านองค์การเภสัชกรรม ที่มีสถานะเป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ สังกัดกระทรวงสาธารณสุข จะส่งผลให้ยามีราคาแพงขึ้น เพราะไม่มีอำนาจในการต่อรองราคายา ซึ่งการซื้อยาผ่ายองค์การเภสัชกรรมจะทำให้ประหยัดงบประมาณไปได้มาก อยากเช่นปี 2555 ที่สามารถต่อรองราคายา และประหยัดงบประมานไปได้กว่า 8,000 ล้านบาท

ประเด็นที่ 4 "การจ่ายเงินงบบริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค ของสปสช. สาขาจังหวัด" ข้อนี้กฤษฎีกาและคตร.มองว่า"ไม่ใช่บริการทางการแพทย์" ดังนั้นไม่สามารถกระทำได้ ซึ่งเรื่องนี้ สปสช.ระบุว่าอาจส่งผลกระทบต่อการเตรียมคน เช่น การอบรมอาสาสมัครที่จะเข้ามาดูแลและส่งเสริมการป้องกันโรคได้

ส่วนประเด็นสุดท้าย "การจ่ายเงินค่าตอบแทนแก่บุคลากรของหน่วยบริการโดยตรงตามภาระงาน" โดยเฉพาะบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการล้างไตผ่านช่องท้อง ที่มีอยู่จำนวนจำกัด จนคณะกรรมการ สปสช.ต้องออกประกาศจ่ายเงินค่าตอบแทนจากเงินกองทุนเพื่อกระตุ้นการทำงานของเจ้าหน้าที่ ซึ่งก็นับว่าได้ผล แต่เรื่องนี้ ทั้งกฤษฎีกาและ คตร.มองว่าไม่สามารถทำได้ เพราะผิดวัตถุประสงค์ของกองทุนในมาตรา 38 ที่จะส่งผลกระทบต่อจำนวนค่าใช้จ่ายเพื่อบริการสาธารณสุข ซึ่งก็ทำให้เกิดข้อกังวลถึงการเข้าถึงการรักษาของกลุ่มผู้ป่วยโรคไตที่มีจำนวนมากและมีค่าใช้จ่ายในการรักษาตามระบบปกติสูง

ทั้งหมดถือว่าเป็นประเด็นที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ยืนยันว่า จะมีการทบทวนถึงแนวทางแก้ไขในการทำงานคณะกรรมการที่แต่งตั้งขึ้นจากมติของบอร์ด สปสช. เมื่อวานนี้ ซึ่งเบื้องต้น ขอให้ประชาชนอุ่นใจ เพราะหากการใช้งบในทิศทางนี้ขัดต่อระเบียบกฎหมายจริง ก็อาจจะต้องการมีเสนอให้แก้ไขกฎหมายเพื่อพัฒนาระบบหลักประกันสุขภาพให้มีคุณภาพทั้งในแง่การบริการและหารบริหารจัดการ

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

ขณะนี้ มีรายการกำลังถ่ายทอดสด คุณสนใจหรือไม่?

สารพัดมิตร

สารพัดมิตร

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ