สภาพอากาศโลกที่แปรปรวน ซึ่งเป็นผลกระทบจากสภาวะโลกร้อน ไม่เพียงส่งผลให้ฤดูหนาวของประเทศไทย ไม่หนาวเย็นดังเช่นอดีตเท่านั้น แต่การเปลี่ยนแปลงทางฤดูกาล ยังทำให้ในปีนี้ "ต้นชมพูภูคา" ไม้ยืนต้น ซึ่งมีอยู่แห่งเดียวในประเทศไทย ณ อุทยานแห่งชาติดอยภูคา จ.น่าน ออกดอกน้อยและบานช้ากว่าปกติด้วย !!!
นายชัยยันต์ คำป้อ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติดอยภูคา บอกกับทีมนิวมีเดีย PPTV ว่า จากการประเมินคาดว่าปีนี้ ต้นชมพูภูคาน่าจะออกดอกน้อยและบานช้ากว่าปีที่ผ่านมา เนื่องจากสภาพอากาศที่แปรปรวน ส่งผลให้ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา เกิดฝนตกบนดอยติดต่อกันหลายวัน จนมีหนอนผีเสื้อมากัดกินดอกชมพูภูคา ประกอบกับอากาศหนาวเย็นที่ไม่คงที่ ทำให้จากเดิมที่ดอกจะบานสะพรั่งเต็มที่ในวันที่ 15 ก.พ. เลื่อนไปเป็นวันที่ 20 ก.พ. จากนั้นจะชูช่อโชว์ความงามให้นักท่องเที่ยวชื่นชม ประมาณ 15 วัน ก่อนจะโรยลา
"ในปีนี้ต้นชมพูภูคาที่มีอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติดอยภูคา ทั้งหมดกว่า 1,000 ต้น จะไม่ออกดอกบานสะพรั่งมากเท่ากับปีที่แล้ว เนื่องจากฤดูหนาวที่มาช้ากว่าปกติหนึ่งเดือน โดยในจำนวนนี้มีประมาณ 50 ต้น ที่นักท่องเที่ยวสามารถ เดินเท้าเข้าชมความงามได้ "
หัวหน้าอุทยานแห่งชาติดอยภูคา เล่าว่า ล่าสุดจากการสำรวจต้นชมพูภูคาบริเวณริมถนนทางขึ้นจุดชมวิว ขณะนี้ดอกบานเพียง 3 ช่อ ส่วนต้นที่อยู่ลึกเข้าไป ใช้เวลาเดินเท้า 1 ชั่วโมง พบออกดอก 47 ช่อ แต่ยังไม่บาน ดังนั้น สำหรับนักท่องเที่ยวที่ตั้งใจเดินทางมาชมความงาม แนะนำให้มาช่วงปลายเดือน ก.พ. - ต้นเดือน มี.ค. จะดีที่สุด
ตามลักษณะภูมิศาสตร์ "ต้นชมพูภูคา" จะขึ้นในป่าดิบเขาระดับสูง 1,000 เมตรจากระดับน้ำทะเลขึ้นไป ในที่ที่มีร่มเงาของไม้ใหญ่หนาทึบ มีอากาศหนาวเย็น มีความชุ่มชื้นสูง และมีเมฆปกคลุมตลอดทั้งปี สำหรับดอกชมพูภูคานั้น ดอกจะเป็นสีชมพูออกเป็นช่อตามปลายกิ่ง ตั้งตรงยาวประมาณ 30-45 ซม. เมื่อบานดอกจะชิดกันแน่น แลดูเป็นพุ่มสวยงาม ถือเป็นพืชหายากใกล้สูญพันธุ์ของโลก ซึ่งสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานให้ ชมพูภูคา เป็นดอกไม้สัญลักษณ์ในโครงการอนุรักษ์พันธุ กรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ
PPTV Photo: ชาติกล้า สำเนียงแจ่ม