Top-WorldKickoff Top-WorldKickoff

ทีดีอาร์ไอ ชี้ “องค์กรอิสระ” มีปัญหาความน่าเชื่อถือ

โดย PPTV Online

เผยแพร่

นักวิชาการ ระบุไทยเน้นเลือก “คนดี” มาบริหารงาน มากกว่าสร้างระบบตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพ

 

นักวิจัยสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ “ทีดีอาร์ไอ” เปรียบเทียบกรณีศึกษา “การสร้างความน่าเชื่อถือ” ของหน่วยงานกำกับดูแลกิจการรายสาขา ระหว่าง “สำนักงานคณะกรรมการกิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ” หรือ “กสทช.” กับ “Federal Communications Commission: FCC” หรือ “กสทช. ของสหรัฐอเมริกา”

 

ดร.เดือนเด่น นิคมบริรักษ์ ผู้อำนวยการวิจัยด้านการบริหารจัดการระบบเศรษฐกิจ ทีดีอาร์ไอ ฉายภาพความน่าเชื่อถือของ กสทช. จากผลการจัดอันดับการกำกับดูแลด้านโทรคมนาคมทั่วโลก ในปี 2554 พบว่าอยู่ในอันดับ 128 จาก 134 ประเทศ และหากเทียบกับ 21 ประเทศในภูมิภาคเอเชีย ไทยตกอยู่ในอันดับที่ 20

 

 

ผู้อำนวยการวิจัยทีดีอาร์ไอ ชี้ว่าผลการจัดอันดับดังกล่าว สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ประเทศไทยมีปัญหาในด้านการกำกับดูแล จากหน่วยรัฐโดยเฉพาะในหน่วยงานที่เป็นองค์กรอิสระ ข้อแตกต่างที่เห็นได้อย่างชัดเจน คือระบบการสรรหาคณะกรรมการ ซึ่งในประเทศไทยเน้นไปที่ตัวบุคคล โดยโฟกัสไปที่การเลือกผู้ที่เชื่อว่าเป็นคนดี แต่สำหรับในต่างประเทศไม่สนใจว่าใครจะเข้ามาดำรงตำแหน่ง แต่เน้นไปที่กระบวนการสร้างระบบตรวจสอบที่ดีมากกว่า 

โดยหากพิจารณาข้อกำหนดด้านจริยธรรม พบว่าในประเทศไทยใช้กฎหมายบังคับตาม พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง ปี 2539 กำหนดว่า “ห้ามเจ้าหน้าที่ของรัฐมีส่วนได้เสียเข้าร่วมในกระบวนการพิจารณาทางปกครอง” และ “ห้ามเจ้าหน้าที่รัฐที่เป็นคู่กรณี หรือญาติของคู่กรณี เป็นหรือเคยเป็นผู้แทนของคู่กรณี กระทำการพิจารณาทางปกครอง”

ขณะที่ FCC กำหนดข้อปฏิบัติดังกล่าว แบ่งออกเป็น 4 ข้อ อย่างชัดเจน ได้แก่ 1.ไม่ใช้ตำแหน่งในการแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตน 2.ต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเป็นกลาง 3.หลีกเลี่ยงการกระทำใดๆ ที่ดูเสมือนว่าละเมิดกฎหมาย หรือข้อกำหนดด้านจริยธรรม โดยในทางปฏิบัติไม่สนใจว่าจะทำผิดจริงหรือไม่ แต่ในด้านการรับรู้หากสาธารณชนมองว่าผิด ก็ถือว่ามีความผิดตามข้อกำหนดนี้ และ 4.ปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด 

 

เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนมากขึ้น ดร.เดือนเด่น ได้ยกตัวอย่างข้อกำหนดด้านการรับผลประโยชน์จากบุคคลภายนอก ระหว่างสองประเทศพบว่า กรณีของประเทศไทยเจ้าหน้าที่รัฐ ต้องปฏิบัติตาม ประกาศ ปปช. ว่าด้วยการรับทรัพย์สิน/ประโยชน์โดยธรรมจรรยาของเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งกำหนดให้รับได้ครั้งละไม่เกิน 3,000 จากบุคคลอื่นที่ไม่ใช่ญาติ แต่หากจำเป็นต้องแจ้งให้ผู้บังคับบัญชาทราบ แต่ในทางปฏิบัติการตีความคำว่า “จำเป็น” หรือไม่นั้น ยังคงเกิดเป็นคำถามจากสังคม ว่าจะใช้มาตรฐานอะไรอ้างอิงว่ากรณีไหนถึงเรียกว่าจำเป็น 

ทว่าข้อกำหนดของ FCC ระบุรายละเอียดการรับผลประโยชน์ โดยการแจกแจงข้อปฏิบัติที่ครอบคลุมมากกว่า อาทิ ห้ามรับผลประโยชน์ใดๆ จากผู้ที่ติดต่อหรืออาจได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติงาน ยกเว้นการรับเลี้ยงอาหารมูลค่าไม่เกิน 20 เหรียญสหรัฐต่อครั้ง และไม่เกิน 50 เหรียญสหรัฐต่อปี จากบุคคลภายนอก ขณะเดียวกันยังห้ามรับผลประโยชน์จากญาติพี่น้อง หรือผู้มีความสัมพันธ์ส่วนตัว ที่สำคัญต้องแจ้งผลประโยชน์ที่ได้รับต่อสำนักงาน ซึ่งข้อปฏิบัติในส่วนนี้มีการบันทึกข้อมูลอย่างเป็นระบบ และนำขึ้นเว็บไซต์เพื่อเปิดเผยต่อสาธารณะชน

 

“ความแตกต่างที่เห็นได้อย่างชัดเจนในเรื่องการับผลประโยชน์ ระหว่างสองประเทศคือในไทยไม่มีข้อห้ามเกี่ยวกับคู่สมรส หรือตัวแทนในการรับผลประโยชน์ ไม่มีการระบุมูลค่าสูงสุดของผลประโยชน์ที่ได้รับในแต่ละปี รวมทั้งไม่การจำกัดโอกาสในการรับ และไม่มีข้อกำหนดให้ต้องบันทึกรายการผลประโยชน์ที่ได้รับ”

ทั้งนี้ นอกเหนือจากตัวอย่างในข้างต้น ผู้อำนวยการวิจัยทีดีอาร์ไอ ระบุว่าข้อกำหนดในด้านความเป็นกลาง ด้านการประกอบอาชีพหลังพ้นตำแหน่ง และด้านการบังคับใช้กฎหมายด้านจริยธรรม ประเด็นเหล่านี้ต่างก็ล่วนมีความสำคัญ ในการควบคุมกำกับการบริหารงาน เพื่อให้เกิดผลประโยชน์ต่อประชาชนมากที่สุดเช่นกัน แต่หากเจาะลึงลงไปในข้อกำหนดด้านต่างๆ จะ พบว่า หลักเกณฑ์ของประเทศไทยนั้น ส่วนใหญ่มักกำหนดไว้แบบกว้างๆ ขณะที่ในทางปฏิบัติก็ไม่ได้มีการบังคับใช้อย่างจริงจัง

อย่างไรก็ดี ผู้อำนวยการวิจัยทีดีอาร์ไอ ย้ำว่าแนวทางที่จะช่วยทำให้ การบริหารงานหน่วยงานรัฐโดยเฉพาะองค์กรอิสระ มีความโปร่งใสและเป็นที่ยอมรับของประชาชนมากขึ้น รัฐจำเป็นต้องเพิ่มข้อกำหนดในด้านการเปิดเผยข้อมูล ทั้งข้อมูลมติที่ประชุมของคณะกรรมการ พร้อมความเห็นของกรรมการเสียข้างน้อย ข้อมูลเงินเดือนและผลประโยชน์ที่เป็นตัวเงิน และข้อมูลการเบิกจ่ายของกรรมการและผู้บริหารระดับสูง เช่น ค่าเสี้ยงอาหารค่ำ และค่าเดินทาง เป็นต้น

“ในประเทศไทยแม้จะมีการนำข้อมูลต่างๆ เผยแพร่ในระบบออนไลน์ แต่ในทางปฏิบัติไม่ได้แบ่งแยกประเภทให้ค้นหาได้สะดวก ที่สำคัญข้อมูลตัวเลขงบประมาณ ไม่ได้แจกแจงรายละเอียดอย่างชัดเจนแบบต่างประเทศ”

 

นอกจากนี้ ในด้านข้อกำหนดการติดต่อบุคคลภายนอก ประเทศไทยไม่ได้กำหนดหลักปฏิบัติในข้อนี้ แต่ในต่างประเทศได้กำหนดเงื่อนไขในการพบปะหารือ โดยต้องมีการบันทึกการประชุมและเผยแพร่ข้อมูลการประชุม ต่อหน่วยงานและสาธาณะทุกครั้ง ห้ามติดต่อกันแบบลับโดยเด็ดขาด และสุดท้ายในด้านการออกกฎ มีช่องโหว่ตรงที่กฎหมายไม่สามารถ เอาผิดผู้ออกกฎโดยมิชอบได้ ขณะที่ในกระบวนการรับฟังความคิดเห็น ก็เป็นเพียงพิธีกรรมไม่ใช่การบวนการที่เป็นสากล จึงก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างหน่วยงานรัฐกับภาคประชาชน ดังเช่นหลายๆ ปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะนี้

 

 

 

 

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ