แม้ผลการตรวจสอบโครงการอุทยานราชภักดิ์ ของศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ หรือ ศอตช. จะยืนยันว่าไม่พบความผิดปกติเรื่องค่าหัวคิว งบประมาณ และการจัดซื้อจัดจ้าง แต่ยังมีการตั้งข้อสังเกตในประเด็นเรื่องค่าหัวคิว ทำให้วันนี้(24 มี.ค. 2559) พลเอกอุดมเดช สีตบุตร ซึ่งรับผิดชบโครงการนี้เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก ต้องเปิดแถลงข่าวชี้แจงด้วยตนเองอีกครั้ง โดย พลเอกอุดมเดช ยืนยันในประเด็นข้อสงสัยเกี่ยวกับค่าหัวคิวว่าเป็นความเข้าใจผิด โดยระบุว่าจะพูดถึงเรื่องนี้เป็นครั้งสุดท้าย
นอกจากนั้น ยังชี้แจงข้อสงสัยอีก 2 ประเด็น โดยปฏิเสธเรื่องการทราบผลการตรวจสอบล่วงหน้าว่าไม่เป็นความจริง เพราะเป็นการตรวจสอบขององค์กรอิสระ ส่วนประเด็นสุดท้ายคือเรื่องเงินบริจาค ที่ถูกมองว่าเป็นการลบล้างความผิด ซึ่งในเรื่องนี้ พลเอกอุดมเดชย้ำว่า สามารถตรวจสอบวันที่มีการบริจาคเงินได้
พลเอกอุดมเดช ระบุว่า เมื่อ สตง. นำผลการตรวจสอบส่งให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ตรวจสอบต่อแล้ว ก็ยินดีที่จะให้ความร่วมมือเพื่อจะได้ยุติ และเดินหน้าก่อสร้างโครงการส่วนที่เหลือ โดยเฉพาะแหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์
ด้าน พลเอกไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า การที่เอกชนนำเงินไปให้เซียนพระคนหนึ่ง อาจถูกมองว่าเป็นการจ่ายเงินใต้โต๊ะ แต่การให้หัวคิวบางครั้งไม่ได้ผิดกฎหมาย เหมือนการอำนวยความสะดวกให้กัน และกรณีนี้ไม่เกี่ยวกับราชการ
สำหรับการตรวจสอบโครงการอุทยานราชภักดิ์ในส่วนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. จะเป็นการแสวงหาข้อเท็จจริงตามที่ นายวีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชั่น ยื่นเรื่องกล่าวหา พลเอกอุดมเดช เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง ผบ.ทบ. พลเอกศิริชัย ดิษฐกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงกลาโหม ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ในการก่อสร้างโครงการดังกล่าวดังกล่าวซึ่งอาจมีการหักหัวคิว จากเซียนพระชื่อดัง
นอกจากนั้นยังมีการกล่าวหา พลตรีสุชาติ พรหมใหม่ อดีตผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก และนายคชาชาติ บุญดี อดีตนายทหารฝ่ายเสนาธิการ ประจำกองทัพภาคที่ 3 อาจมีส่วนร่วมในการทุจริตเกี่ยวกับการจัดสร้างโครงการดังกล่าว ซึ่ง ป.ป.ช. กำลังรวบรวมข้อมูลส่วนนี้อยู่