นพ.เจษฎา โชคดำรงสุข อธิบดีกรมสุขภาพจิต เปิดเผยว่า โรคจิตเภท เป็นโรคทางจิตที่พบมากที่สุด ปัจจุบันทั่วโลกมีผู้ป่วยจิตเภท 26 ล้านคน โดยกว่า ร้อยละ 90 อยู่ในประเทศกำลังพัฒนา ส่งผลให้ผู้ป่วยเข้าไม่ถึงการบำบัดรักษา สำหรับสถานการณ์ในประเทศไทยคาดว่ามีผู้ป่วยโรคนี้มากกว่า 4 แสนราย แต่ผู้เข้าถึงการรักษาเพียง 60% อย่างไรก็ตาม โรคจิตเภทสามารถรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพให้กลับมาใช้ชีวิตในสังคมได้ หากตรวจพบแต่เนิ่นๆ และเข้าสู่ระบบการรักษาอย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการได้รับแรงสนับสนุน จากครอบครัว ชุมชน และสังคม รวมทั้งการดูสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง หลีกเลี่ยงการดื่มสุราและการใช้สารเสพติด เพราะเป็นปัจจัยที่ทำให้อาการของโรครุงแรงขึ้น
พญ.พรรณพิมล วิปุลากร รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวเสริมว่า โรคจิตเภทเป็นโรคเรื้อรังที่สามารถรักษาได้ ไม่ใช่โรคที่น่ากลัว เกิดจากความผิดปกติของสมอง อาจเกิดจากความผิดปกติของสารเคมีในสมอง หรือความผิดปกติจากพันธุกรรม การปรากฏอาการของโรคอาจถูกกระตุ้นจากภาวะความกดดันทางร่างกายและจิตใจ รวมทั้งการเสพสารเสพติด สัญญาณเตือนที่สำคัญซึ่งหากพบว่าคนรอบข้างมีอาการเหล่านี้ อย่านิ่งนอนใจและพาไปพบแพย์เพื่อตรวจวินิจฉัยรักษา ได้แก่ อาการไม่สนใจตัวเอง บางครั้งนั่งนิ่งไม่เคลื่อนไหว มีความคิดผิดเพี้ยนจากความเป็นจริง มีอาการหลงผิด คิดว่าคนอื่นจะมาทำร้าย มีอาการประสาทหลอน หูแว่ว ได้ยินเสียงคนมาสั่งให้ทำโน่นทำนี่ ได้ยินคนมาพูดคุยกับตน ทั้งที่ในความจริงไม่เป็นเช่นนั้น รวมทั้งการเห็นภาพหลอน
ทั้งนี้ หากผู้ป่วยไม่ได้รับการรักษาจะส่งผลกระทบ ตั้งแต่ทำให้ตกงานคุณภาพชีวิตเสื่อมถอย ในรายที่อาการหนักแต่ไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง จะทำให้มีความหวาดระแวงสูงเพราะกลัวคนอื่นมาทำร้าย และนำไปสู่การก่อเหตุรุนแรงทำให้สังคมหวาดกลัว สุดท้ายจึงนำไปสู่การตอกย้ำตราบาปให้ผู้ป่วยมากยิ่งขึ้น ทั้งที่จากสถิติพบว่าแท้จริงแล้วผู้ก่อเหตุอาชญากรรมร้ายแรง เป็นผู้ป่วยจิตเภทน้อยมากไม่ถึง ร้อยละ 5 จึงอยากวอนขอให้สังคมเลิกตีตราและเหมารวมว่า ผู้มีปัญหาทางจิตจะต้องเป็นผู้ที่ก่ออาชญากรรมและความรุนแรงเสมอไป เพราะส่งผลต่อการยอมรับอาการป่วยของตัวผู้ป่วยเอง นำไปสู่การไม่ยอมเข้าสู่กระบวนการรักษาที่ถูกต้อง
อย่างไรก็ตาม ภายใต้ พ.ร.บ.สุขภาพจิต พ.ศ. 2551 หากพบเห็นผู้ที่มีอาการทางจิตที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อสาธารณะ สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่โรงพยาบาล เจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง หรือสถาบันการแพทย์ฉุกเฉิน เพื่อขอความช่วยเหลือในการนำส่งโรงพยาบาล ได้ทันที ขณะเดียวกันการส่งต่อเผยแพร่ภาพหรือข้อมูลใดๆ ของผู้ป่วยไม่ว่าจะด้วยช่องทางหรือวิธีใดก็ตาม ต้องระมัดระวังและไม่ควรทำอย่างยิ่ง หากผู้ใดฝ่าฝืนมีบทลงโทษจำคุกและปรับหรือทั้งจำทั้งปรับ เนื่องจากผู้ป่วยจิตเวชมีสิทธิคุ้มครองให้ได้รับการบำบัดรักษา รวมทั้งสิทธิคุ้มครองในการเปิดเผยข้อมูล
ด้าน พญ.บุญศิริ จันศิริมงคล ผู้อำนวยการ รพ.จิตเวชนครสวรรค์ราชนครินทร์ กล่าวว่า สิ่งสำคัญหลังการรักษาตัวที่โรงพยาบาลคือ เมื่อผู้ป่วยกลับสู่ชุมชนสังคมและครอบครัวจะต้องช่วยกัน ป้องกันอาการกำเริบและการป่วยซ้ำ เพราะจะนำไปสู่การป่วยเรื้อรังที่ยุ่งยากซับซ้อน ซึ่งปัจจุบันผู้ป่วยกลุ่มนี้อยู่ที่ประมาณ ร้อยละ 60 ของผู้ป่วยทั้งหมด สำหรับสาเหตุสำคัญที่ทำให้กำเริบซ้ำ ได้แก่ การกินยาไม่ต่อเนื่อง ดื่มสุรา เสพสารเสพติดร่วมด้วย มีปัญหาความสัมพันธ์และการใช้อารมณ์ในครอบครัว ผู้ดูแลไม่มีศักยภาพเพียงพอ มีปัญหาเศรษฐกิจ ไม่มีอาชีพ รายได้ หรือที่อยู่อาศัย
ขณะที่ เครือวัลย์ เที่ยงธรรม กรรมการสมาคมสายใยครอบครัว และอดีตผู้อยู่กับปัญหาโรคจิตเภท ย้ำว่า สิ่งสำคัญที่สุดที่สามารถช่วยให้ผู้ป่วย เข้าถึงการรักษาได้ตั้งแต่ในระยะเริ่มแรก ซึ่งจะส่งผลให้การรักษามีประสิทธิภาพสูงสุด เนื่องจากสมองของผู้ป่วยยังไม่ถูกทำลาย คือการที่คนรอบข้างไม่ว่าจะเป็นคนในครอบครัว ญาติ หรือเพื่อนสนิท สังเกตอาการที่ผิดปกติไปของผู้ป่วย หากพบว่าเป็นอาการที่อยู่ในลักษณะต้องสงสัย ควรรีบนำตัวไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยและรักษาอย่างถูกต้อง เพราะการบำบัดรักษาและดูแลอย่างถูกวิธี เป็นหนทางที่ช่วยให้ผู้ป่วยกลับคืนสู่สถานภาพเดิม และสามารถอยู่ร่วมกับสังคมได้อย่างเป็นปกติสุข นอกจากนี้ ปัจจัยแรกและสำคัญที่สุดคือตัวผู้ป่วยเอง ต้องยอมรับก่อนว่าตนเองมีอาการและเปิดใจที่จะทำการรักษา
“กรณีของตัวดิฉันเองตอนแรกที่มีอาการ คืออยู่ดีๆ ก็ได้ยินเสียหลอน จึงซ่อนตัวอยู่ที่บ้านไม่ออกไปไหนเป็นเวลากว่า 3 วัน สุดท้ายเมื่อทนไม่ไหวจึงตัดสินใจไปหาเพื่อนสนิท เมื่อเพื่อนเห็นอาการจึงรีบพาไปหาหมอ เพราะมีประสบการณ์คนใกล้ตัวป่วยเป็นโรคนี้ โชคดีที่ส่วนตัวเป็นคนที่ไม่ดื้อจึงยอมไปพบแพทย์ เพื่อเข้าสู่กระบวนการรักษาจนอาการเป็นปกติ และสามารถอยู่ร่วมในสังคมได้ดังเดิม”