นายจะเด็จ เชาวน์วิไล ผู้อำนวยการมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ระบุว่า พฤติกรรมของผู้กระทำความผิดในคดีข่มขืนกระทำชำเราหญิงสาวนั้น ส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะอาการโรคจิต แต่สาเหตุที่แท้จริงคือผู้ชายหลายคนยังมีทัศนคติหรือวิธีคิดที่ว่า ตนเองมีอำนาจเหนือกว่าผู้หญิง ทำให้ไม่เคารพสิทธิของผู้หญิง รวมถึงยังมองว่าเมื่อกระทำการข่มขืนไปก็สามารถไกล่เกลี่ยยอมความกับเหยื่อได้ โดยอาจใช้เงิน อิทธิพล หรือช่องโหว่ของกฏหมายเข้าช่วย จึงเป็นชนวนทำให้ขาดการยับยั้งชั่งใจ และกลับมาก่อเหตุซ้ำอีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม ผอ.มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล แนะนำว่า ควรมีการเรียนการสอนในเรื่องของการเคารพสิทธิของบุคคล และบทบาทของหญิงชาย ตั้งแต่ชั้นประถม มัธยม กระทั่งระดับอุดมศึกษา เพื่อเป็นการเสริมสร้างจิตสำนึก อีกทั้งควรทำให้กฏหมายที่บังคับใช้กับผู้กระทำความผิดศักดิ์สิทธิ์ยิ่งขึ้น ด้วยการยกเลิกการไกล่เกลี่ยยอมความ
ส่วนอีกหนึ่งสาเหตุที่ นายจะเด็จ มองว่าเป็นต้นเหตุที่ทำให้เกิดคดีข่มขืนเช่นกันคือ ละคร ภาพยนตร์ ที่สร้างฉากข่มขืนขึ้นมาและนำออกมาเผยแพร่ในสังคมมากมายจนชินตา และอาจทำให้หลายคนรู้สึกว่าเป็นเรื่องปกติที่สามารถกระทำได้ ตนจึงอยากขอให้หยุดการนำเสนอฉากข่มขืนทั้งในละคร ภาพยนตร์ และสื่อต่างๆในสังคม
ทั้งนี้ เมื่อสอบถามไปถึงกรณีที่หลายฝ่ายออกมาเรียกร้องให้กำหนดโทษประหารชีวิตแก่ผู้กระทำความผิดฐานข่มขืนนั้น ผอ.มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ระบุว่า การกำหนดโทษประหารชีวิต ตนมองว่า เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ และอาจเป็นการเพิ่มความเสี่ยงให้ผู้กระทำความผิดลงมือฆ่าปิดปากเหยื่อเพื่อทำลายหลักฐาน เพิ่มมากขึ้นอีกด้วย
โดย จากสถิติของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ระบุว่า ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2558 - 31 ธันวาคม 2558 พบว่าเกิดคดีข่มขืนกระทำชำเราทั้งสิ้น 3,115 คดี จับกุมได้ 2,202 คดี ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 70.69 สำหรับปี 2559 ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม - 30 มิถุนายน 2559 พบว่าเกิดคดีข่มขืนกระทำชำเราทั้งสิ้น 1,068 คดี จับกุมได้ 689 คดี ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 64.51