แนวทางสืบสวนเหตุระเบิดที่อำเภอหัวหิน ผู้บัญชาการตำรวจภูธร ภาค7 เรียกทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาสรุปความคืบหน้าตั้งแต่เช้า ทั้งหน่วยสืบสวน ตำรวจภูธรภาค และหน่วยทหารในพื้นที่ โดยประกาศใช้เงินส่วนตัว 2 แสนบาท เป็นรางวัลนำจับคนร้ายวางระเบิดที่อำเภอหัวหิน พร้อมยอมรับควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยมาสอบปากคำแล้ว ก่อนจะปล่อยตัวกลับไป
ส่วนพยานวัตถุในที่เกิดเหตุถูกพนักงานสอบสวนรวบรวมส่งไปตรวจพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์เพิ่มเติม ที่กองพิสูจน์หลักฐานกลาง โดยข้อมูลเบื้องต้นจากนายตำรวจระดับสูง เปิดเผยว่า ซากโทรศัพท์ซัมซุงฮีโร่ ที่พบในที่เกิดเหตุทั้ง 2 จุด ไม่มี "ซิมการ์ด" จึงคาดการณ์ว่า คนร้ายอาจใช้วิธีตั้งเวลา มากกว่าใช้รีโมทจุดชนวน
ส่วนการสืบหาสาเหตุไฟไหม้ร้านขายพลาสติกที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี พลตำรวจโทเทศา ศิริวาทา ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 ลงพื้นที่จุดเกิดเหตุเพื่อเก็บหลักฐานเพิ่มเติม หลังจากความร้อนในอาคารแห่งนี้ลดลงแล้ว เบื้องต้นยังไม่สามารถสรุปได้ว่า เชื่องโยงกับการก่อวินาศกรรมในจุดอื่นหรือไม่ แต่ยืนยันว่า วันนี้ได้หลักฐานที่เป็นประโยชน์อย่างมาก และได้ส่งต่อให้ส่วนกลางตรวจพิสูจน์แล้ว คาดว่า ทุกอย่างจะชัดเจนในไม่ช้า
ส่วนจุดที่มีความชัดเจนและสามารถสรุปเบื้องต้นได้แล้วว่า มีความเชื่อมโยงบางประการกับเหตุระเบิดในจุดอื่น คือที่จังหวัดพังงา ร้อยตำรวจโท จุตินันท์ หัวหน้าอีโอดี เปิดเผยระหว่างลงพื้นที่เก็บหลักฐานเพิ่มเติมว่า ระเบิดที่กลุ่มผู้ก่อเหตุใช้ เป็นระเบิดแสวงเครื่อง ใช้ลูกปลายของปืนลูกซองเป็นสะเก็ดระเบิด แม้ประสิทธิภาพการทำลายล้างจะไม่รุนแรงมาก ซึ่งอาจหมายถึงผู้ลงมือไม่ได้คาดหวังให้เกิดความสูญเสีย แต่หากโดนจุดสำคัญก็ทำให้เสียชีวิตได้ ส่วนหลักฐานที่พอจะสรุปได้ว่าอาจมีความเชื่อมโยงกับระเบิดจุดอื่น คือ ลักษณะการจุดชนวน ที่ใช้โทรศัพท์มือถือเช่นเดียวกัน
ขณะที่ภาพรวมของคดีในทุกจังหวัด วันนี้พลตำรวจเอกศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะหัวหน้าชุดทำงานคลี่คลายคดีระเบิด 7 จังหวัด ใช้เวลาประชุมติดตามสถานการณ์ราว 1 ชั่วโมง หลังประชุมเสร็จยังไม่ยอมเปิดเผยรายละเอียดใดๆ
ส่วนเมื่อช่วงเช้า พลตำรวจเอกพงศพัศ พงษ์เจริญ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเป็นประธานประชุมทุกหน่วยผ่านวิดีโอคอมเฟอเร้นท์ สามารถสรุปได้เบื้องต้นว่า ผู้ก่อเหตุในทุกจังหวัด น่าจะเป็นกลุ่มเดียวกัน และไม่เกี่ยวข้องกับเหตุความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างแน่นอน