นี่คือโฉมหน้าของ Big Three หรือ “สามชาติใหญ่” ของอียูยุคใหม่ อาจเป็นภาพที่ไม่คุ้นชินเท่าไหร่ เพราะตำแหน่งเดิมของสหราชอาณาจักรวันนี้ถูกแทนที่ด้วยอิตาลี โดยนายกรัฐมนตรีอิตาลี “มัตเตโอ เรนซี” เป็นเจ้าบ้านต้อนรับ “แองเกลา แมร์เกิล” นายกรัฐมนตรีเยอรมนี และ “ฟรองซัวส์ ออลลองด์” ประธานาธิบดีฝรั่งเศส ในการประชุมอุ่นเครื่อง ก่อนการประชุมชาติสมาชิกอียู 27 ประเทศในเดือนหน้า
หลังการหารือ ผู้นำทั้งสามแถลงข่าวร่วมกัน แสดงความเชื่อมั่นว่ายุโรปจะผ่านพ้นช่วงเวลายากลำบากจากการแยกตัวของสหราชอาณาจักรไปได้ โดยจะมีการร่วมมือกันอย่างแน่นแฟ้นมากขึ้นในหลายด้าน เช่น ความมั่นคง ข่าวกรอง มาตรการดูแลแนวชายแดน การสร้างงานและโอกาสทางเศรษฐกิจ
นี่เป็นการพบหารือกันระหว่างสามชาติใหญ่ของสหภาพยุโรปครั้งที่สอง หลังสหราชอาณาจักรซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 5 ของโลก ทำประชามติออกจากอียูเมื่อวันที่ 23 มิถุนายนที่ผ่านมา ก่อนการประชุมใหญ่ของสหภาพยุโรป “อียู 27” จะมีขึ้นที่กรุงบราติสลาวา ประเทศสโลวาเกีย วันที่ 16 กันยายน
สิ่งที่น่าสนใจเป็นพิเศษคือสถานที่ที่จัดประชุม เพราะไปจัดบนเรือบรรทุกเครื่องบิน นอกชายฝั่งเกาะเวนโตเตเน่ ของอิตาลี ซึ่งถูกเลือกเฟ้นมาอย่างดีในการแสดงออกถึงภาพความแข็งแกร่งของอียู
และยิ่งชัดเจน หากย้อนกลับไปดูภารกิจก่อนหน้านั้นของผู้นำทั้งสาม ซึ่งก็คือการเดินทางไปยังสุสานของหนึ่งในผู้ก่อตั้งสหภาพยุโรปชาวอิตาลี “อัลติเอโร สปีเนลลี” และวางดอกไม้สีเหลืองและน้ำเงินซึ่งเป็นสีประจำอียู เพื่อแสดงความระลึกถึงผู้ร่างสนธิสัญญาจัดตั้งสหภาพยุโรป และนักคิดคนสำคัญที่มีบทบาทอย่างมากในการรวบรวมยุโรปเข้าด้วยกันในนามสหภาพ
บิ๊กยุโรปสร้างความเชื่อมั่นหลังเบร็กซิท
ผู้นำจาก 3 ชาติใหญ่ในสหภาพยุโรป มีมุมมองเกี่ยวกับอนาคตของอียูอย่างไรบ้าง มาดูกัน
คำพูดของ นายกรัฐมนตรี มัตเตโอ เรนซี่ ของอิตาลี ที่ยืนยันว่ายุโรป จะสามารถเดินหน้าต่อไปในหน้าใหม่ของประวัติศาสตร์ ที่ไม่มีสหราชอาณาจักรรวมอยู่ด้วย ซึ่งเขาเองก็เชื่อว่า ยุโรปมีคำตอบให้กับปัญหาสำคัญต่างๆ ที่กลุ่มแนวคิดประชานิยมโจมตียุโรปว่าเป็นต้นเหตุอยู่แล้ว
มัตเตโอ เรนซี่ นายกรัฐมนตรีอิตาลี ย้ำถึงความจำเป็นว่า ทำไมการสร้างความร่วมมือและเกราะป้องกันตนเองร่วมกัน เพื่อความมั่นคงทั้งภายในและนอกประเทศของยุโรป จึงเป็นเรื่องสำคัญที่สุด
ด้านนายฟรองซัวส์ ออลลองด์ ประธานาธิบดีฝรั่งเศส
สอดคล้องกับทางนายกรัฐมนตรีเรนซีของอิตาลี โดยผู้นำฝรั่งเศสมองว่า “การสร้างความแตกแยก” ในยุโรปนั้นรุนแรงมากขึ้น ยุโรปจึงควรมีแนวทางในการป้องกัน ไม่ว่าจะเป็นการดูแลชายแดน หรือความร่วมมือในการต่อสู้กับภัยก่อการร้าย
ขณะเดียวกัน นายออลลองด์ก็ได้กล่าวถึงความไม่แน่นอนและผลกระทบที่เกิดขึ้นจากเบร็กซิท ต่อเศรษฐกิจอียู ว่ายุโรปจำเป็นที่จะต้องมีตัวช่วยกระตุ้นเพิ่มเติม โดยได้ยกตัวอย่างถึงแผนลงทุนที่เสนอโดยนายฌ็อง โคลด ยุงเกอร์ ประธานคณะกรรมาธิการสหภาพยุโรป ที่ระบุว่า ยุโรปต้องสร้างตัวเองให้มากกว่าการเป็นตลาดร่วม หรือการใช้เงินสกุลเดียวกัน โดยต้องเป็นมหาอำนาจในทางการเมืองและการรักษาสันติภาพด้วย และหากยุโรปสามารถเสริมความแข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจของประเทศสมาชิกได้ แข่งขันได้มากขึ้น ก้าวหน้ามากขึ้น เป็นหนึ่งเดียวกันมากขึ้น และเสริมศักยภาพทางการเมืองด้วยการป้องกันตนเอง ผมคิดว่ายุโรปก็จะยังคงเป็นยุโรปในอุดมคติอย่างที่ทุกวาดหวัง
อังเกลา แมร์เคิล นายกรัฐมนตรีเยอรมนี ผู้นำหญิงเหล็กของเยอรมนี ก็ยืนยันกับประเทศสมาชิกว่า ยุโรปจะยังคงรุ่งเรืองและเป็นที่ที่ปลอดภัย โดยเธอรู้สึกยินดีที่จะได้พูดคุยกับสมาชิกแต่ละประเทศเพื่อยืนยันว่าแม้จะมีความแตกต่างกันอยู่มาก แต่ก็ทุกฝ่ายก็ยังอยู่บนจุดยืนร่วมกันที่ทำให้มีสหภาพยุโรปในทุกวันนี้
ทั้งนี้ นางแมร์เคิล เห็นพ้องกับผู้นำอิตาลีและฝรั่งเศส ว่า ท่ามกลางภัยก่อการร้ายและสงครามกลางเมืองในซีเรีย ยุโรปจำเป็นต้องพยายามมากขึ้นเพื่อรักษาเสถียรภาพทั้งภายในและภายนอกภูมิภาค ขณะที่การขยายตัวของเศรษฐกิจเองก็เป็นเรื่องที่สำคัญ โดยผู้นำเยอรมนีได้กล่าวถึงการกระตุ้นการลงทุนภาครัฐ การดำเนินการตามข้อตกลงเสถียรภาพและความเติบโต (Stability and Growth Pact)ให้ได้ผล รวมถึงการสร้างบรรยากาศให้เอื้อกับการลงทุนของเอกชน
ทั้งหมดนี้ ก็เป็นถ้อยคำของ 3 ผู้นำชาติที่เป็นเสาหลักของสหภาพยุโรป ที่ออกมาสร้างความเชื่อมั่นว่า การที่สหราชอาณาจักรแยกตัวออกไปนั้น จะไม่ใช่จุดจบของอียูอย่างแน่นอน แม้ว่าจะมีหลายสิ่งที่ชาติสมาชิกที่เหลือจะต้องร่วมมือกันฟันฝ่าก็ตาม
ยุโรปที่เปลี่ยนไป
ในช่วงเวลาเพียงไม่ถึงหนึ่งปี ภูมิทัศน์ของสหภาพยุโรปเปลี่ยนไปทุกด้านไม่ว่าจะเป็น เศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคง
เศรษฐกิจ
เศรษฐกิจยุโรปเริ่มฝื้นตัวจากความเสี่ยงเรื่องหนี้สาธารณะที่บรรเทาไปมาก ขยายตัวในระดับปีต่อปีได้ถึง 2.2 % แม้จะต้องอย่าร้างกับสหราชอาณาจักร ซึ่งเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 5 ของโลก
แต่ยุโรปคงไม่ใช่จุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวทั่วโลกอีกต่อไปแล้ว และคงไม่มีตัวเลขไหนที่เผยให้เห็นได้ชัดเจนไปกว่าตัวเลขนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาที่กรุงปารีซ เมืองหลวงฝรั่งเศส
วันนี้ กระทรวงการท่องเที่ยวของฝรั่งเศสเผยว่าจำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาที่กรุงปารีสหายไปกว่าล้านคน เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันเมื่อปีที่แล้ว ทำให้รายได้จากอุตสาหกรรมหลักหดหายไปกว่า 750 ล้าน ยูโร
สังคม
ภัยก่อการร้ายที่แฝงตัวอยู่ในสังคมนานาชาติสร้างความหวาดกลัวทั้งในจิตใจของนักท่องเที่ยวและแม้แต่ประชากรอียู และยิ่งบั่นทรความไว้เนื้อเชื่อใจในสังคมหลังจากอ้าแขนรับผู้อพยพที่เดินทางเข้ามาแสวงหาบ้านใหม่มากกว่าล้านชีวิต
ที่ฝรั่งเศสมีการห้ามการสวมชุด Burkini ที่ปกปิดใบหน้าหลายเมือง และ เยอรมันนีเองก็กำลังคล้อยตาม
แต่การประกาศเตือนภัยให้ประชาชนกักตุนอาหารเพื่อเอาตัวรอดในสถานการณ์ฉุกเฉินในเยอรมันนี สะท้อนความจริงที่ว่าประเทศอ ที่ว่ากันว่ามีเสถียรภาพที่สุดในอียู เศรษฐกิจแข่งแกร่งที่สุด ก็ยังต้องอยู่กันภายใต้ความเสี่ยงจากภัยการก่อการร้าย
ความมั่นคง
นอกจากนี้ ในยุโรปที่ปราศจาก สหราชอนาจักร ประเด็นความมั่นคงเป็นปัจจัยที่ต้องปรับเปลี่ยนมากที่สุด กลไกอย่าง องค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ รึว่า นาโต้ ไม่ตอบโจทย์สถานการณ์ในปัจจุบันแล้ว เพราะอดีตสมาชิกอียูอย่างอังกฤษก็กลายเป็นคนนอกไปแล้ว
ภาพการแถลงการณ์ร่วมกันบนเรือบรรทุกเครื่องบิน ของ สามเสาหลักใหม่อียู ทั้งเยอรมันนี ฝรั่งเศส และ อิตาลี่ เป็นการส่งสัญญาณว่ายูโรปสามารถปกป้องตัวเองได้ และยังทำให้ย้อนนึกถึงภาพการจับมือเป็นพันธมิตรกันในช่วงสมัยสงครามโลก