วันนี้ (28 ต.ค. 59) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ชาวนาจังหวัดชัยนาทส่วนหนึ่งยังคงนำข้าวเปลือกออกมาขาย แม้ว่าสถานการณ์โดยรวมจะมีฝนตกหนักต่อเนื่องจนทำให้ข้าวในทุ่งนาล้ม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวนาที่พอมีพื้นที่ตากไล่ความชื้น ทำให้ชาวนากลุ่มนี้ ยังพอขายได้ในราคาตัน 6,100 บาท แต่พวกเขาก็ยอมรับ ยังไม่ใช่ราคาที่พอจะทำให้มีกำไรเหลือไปใช้หนี้ที่ติดค้าง ธกส. ไว้
ส่วนที่จังหวัดอุทัยธานี ชาวนาจำนวนมากต้องยอมรับกับราคาข้าวเปลือกที่จุดรับซื้อให้เพียงตันละ 5,000 บาท ลดลงกว่า 2 ถึง 3 วันที่แล้ว ตันละ 500 บาท เพราะส่วนใหญ่เป็นข้าวเกี่ยวสดและชาวนาก็ไม่มีพื้นที่ตาก โดยที่จุดรับซื้อให้เหตุผลว่าเป็นราคากลางตามกลไกตลาด และหากราคาข้าวยังอยู่ในระดับนี้ คือ ไม่ถึงตันละ 8,000 บาท พวกเขาประเมินว่า ก็ยังคงต้องยอมรับกับภาวะหนี้สินล้นตัวไปอีกระยะหนึ่ง
ขณะที่ชาวนาจังหวัดสุรินทร์ถึงกับก้มลงกราบข้าวเปลือกที่เก็บเกี่ยวได้ เพื่อขอพรจากพระแม่โพสพให้ราคาข้าวสูงขึ้น หลังพวกเขาบอกตรงกันว่า ราคาข้าวเปลือกตกต่ำสุดในรอบ 50 ปี
ทั้งนี้ มีเฟซบุ๊กหลายเพจ เปรียบเทียบ ราคาข้าวกับบะหมี่กึ่งสำเส็จรูป เพื่อบอกเล่าความทุกข์ของชาวนา ที่กำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่ราคาข้าวเปลือก 1 กิโลกรัม ถูกกว่าหรือใกล้เคียงกับราคาบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป 1 ห่อ
นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ยอมรับว่า ราคาข้าวเวลานี้ อยู่ในภาวะตกต่ำจริง จนทำให้นายกรัฐมนตรีสั่งการเร่งด่วนให้ช่วยเหลือชาวนา ล่าสุดรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์สั่งการให้คณะกรรมการนโยบายข้าวประชุมแผนช่วยเหลือชาวนา และหนึ่งในมาตรการที่ผลักดันคือ โครงการรับจำนำยุ้งฉาง ที่จะพยายามให้ได้ราคาสูงกว่าตันละ 10,000 บาท
นอกจากผลักดันราคาจำนำข้าวยุ้งฉางให้สูงกว่าตันละ 10,000 บาท รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ยังมีนโยบายขยายตลาดข้าวทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยตั้งแต่วันที่ 1 และตลอดเดือนพฤศจิกายนนี้มีแผนเดินทางไปที่อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ จีน อิหร่าน อิรัก และแอฟริกา เพื่อฟื้นฟูความสัมพันธ์ของรัฐบาลและตลาดค้าข้าวต่างประเทศที่เสียไปให้กลับมาซื้อข้าวประเทศไทย