คำว่า Supermoon คือคำศัพท์ที่หลายคนคุ้นหู หลังจากนำมาใช้กันตั้งแต่ปี 2011 เพื่อเรียกปรากฎการณ์ดวงจันทร์เต็มดวงขนาดใหญ่เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2011 ที่ผ่านมา โดยเป็นที่เข้าใจโดยทั่วกันว่า หมายถึง ดวงจันทร์เต็มดวง ที่อยู่ใกล้โลกมากที่สุด จึงมีขนาดใหญ่ว่าปกติ โดย ริชาร์ด โนลล์ นักโหราศาสตร์ชาวอเมริกัน เป็นผู้นิยามคำว่า Supermoon แต่ถ้าจะเรียกให้ถูกตามตำราดาราศาสตร์จะต้องเรียกว่า perigee full moon หรือ perigee new moon
ความจริงแล้วปรากฎการณ์ Supermoon มีให้เห็นเป็นประจำ เฉลี่ยทุกๆ 13-14 เดือน หรือบางครั้ง ถ้าเห็นดวงจันทร์มีขนาดใหญ่กว่าปกติ หลายคนก็เรียก Supermoon กันแล้ว อย่างเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา เป็นต้น อย่างไรก็ตามแต่ละครั้งขนาดของดวงจันทร์ที่เรามองเห็นได้จากโลกจะแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับระยะห่างระหว่างโลกและตำแหน่ง perigee หรือจุดที่ดวงจันทร์อยู่ใกล้โลกมากที่สุด ยิ่งใกล้แค่ไหน ยิ่งเห็นดวงจันทร์ใหญ่ขึ้นเท่านั้น
ทั้งนี้ แม้วงโคจรของดวงจันทร์จะเป็นวงรี แต่แรงดึงดูดระหว่างโลกกับดวงจันทร์ ทำให้ดวงจันทร์เคลื่อนที่ไม่ตรงตามตำแหน่งเดิมเสมอไป บางครั้งวงโคจรอาจเป็นรูปวงรีแคบๆ แต่บางครั้งอาจมีลักษณะคล้ายวงกลม ซึ่งหากดวงจันทร์โคจรรอบโลกเป็นวงรีแคบตำแหน่ง perigee ก็จะอยู่ใกล้โลกมากขึ้น จากเฉลี่ยประมาณ 384,472 กิโลเมตร อาจจะขยับเข้ามาอยู่ที่ราว 356,400 – 357,000 กิโลเมตร แต่ในศตวรรษที่ 21 ดวงจันทร์ไม่เคยเข้าใกล้โลกน้อยกว่า 356,400 กิโลเมตร
ส่วนวันที่ 14 พ.ย. ดวงจันทร์เต็มดวงจะปรากฏในตำแหน่งใกล้โลกมากที่สุดในรอบปี ที่ระยะห่างประมาณ 356,509 กิโลเมตร และยังเป็นการโคจรเข้าใกล้โลกที่สุดในรอบ 68 ปี นับตั้งแต่เดือนมกราคมปี 1948 ซึ่งครั้งนั้น ดวงจันทร์อยู่ห่างจากโลกราว 356,462 กิโลเมตร ทำให้เรามองเห็นดวงจันทร์บนท้องฟ้าใหญ่กว่าปกติ 14 เปอร์เซ็นต์ และสว่างกว่าเดิม 30 เปอร์เซ็นต์
และหลังจากนี้ จะไม่เห็นดวงจันทร์ใหญ่เท่ากับวันนี้อีกเลยจนกระทั่งวันที่ 25 พ.ย. 2034 หรืออีก 18 ปีข้างหน้า ขณะที่ในวันที่ 6 ธ.ค. ปี 2052 จะเกิด Supermoon ขนาดใหญ่สุดของศตวรรษที่ 21 เนื่องจากดวงจันทร์จะโคจรเข้าใกล้โลกมากที่สุด ที่ระยะทาง 356,425 กิโลเมตร