สุภาษิตที่ว่า “รวมกันเราอยู่ แยกกันเราตาย” เห็นทีจะใช้ไม่ได้สำหรับปี 2016 ที่กำลังจะจากเราไป เพราะตลอด 365 วันที่ผ่านมา หลายต่อหลายประเทศ เกิดกระแสชาตินิยมขึ้นมาแบบไม่ได้นัดหมาย และกลายเป็นปรากฏการณ์ ที่อาจจะเปลี่ยนโฉมหน้าการเมืองของโลกไปอย่างสิ้นเชิง
กระแสชาตินิยมที่สร้างแรงกระเพื่อมไปทั่วโลก เห็นจะไม่มีใครเกินการลงประชามติของชาวเมืองผู้ดี ที่ประกาศเจตนารมย์ของแยกตัวออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป หรืออียู ประชาคมที่ถือว่าแข็งแกร่งและมั่นคงที่สุดองค์กรหนึ่งของโลก
ที่ว่าเป็นแรงกระเพื่อมก็เพราะ ไม่มีใครคาดคิดว่า คนอังกฤษจะตีจากอียูง่ายๆ แบบนี้ แต่กระแสชาตินิยมนี้เองที่เป็นส่วนสำคัญ เพราะคนอังกฤษเริ่มไม่พอใจกับคนต่างชาติ ที่เข้าไปอาศัยอยู่ในประเทศมากขึ้น อีกทั้งเห็นว่า การเป็นส่วนหนึ่งของอียู ก็ไม่เห็นจะได้ประโยชน์อะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ก็เลยเกิดปรากฏการณ์ “เบร็ซิท” ขึ้นมา
สายลมแห่งความเปลี่ยนแปลง ยังพัดข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก ไปจนถึงประเทศสหรัฐอเมริกา ที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ หักปากกาเซียนทุกสำนัก ด้วยการก้าวขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีคนที่ 45
สิ่งที่ทำให้ทรัมป์ชนะคู่แข่งตัวเก็งอย่างนางฮิลลารี่ คลินตัน ก็คือกระแสความเป็นชาตินิยมเช่นกัน เขาชูนโยบาย “Make America Great Again” หรือทำให้สหรัฐอเมริกากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง โดยเจ้าตัวให้เหตุผลว่า ที่ผ่านมาสหรัฐเสียเปรียบชาติอื่นในหลายด้าน เช่นการค้าก็เสียเปรียบจีนหลุดลุ่ย ไหนจะต้องเสียเงินและกำลังคน ในการปกป้องชาติที่เป็นพันธมิตร แถมยังมีคนต่างชาติ เข้ามาสร้างภาระและปัญหาให้อีก ซึ่งเขามก็สามารถทำให้อเมริกันชนคล้ายตาม และช่วยกันอุ้มเขาเข้าทำเนียบขาวได้ในที่สุด
นี่เป็นเพียงตัวอย่างเท่านั้น ยังมีผู้นำอีกหลายประเทศ ที่กำลังโดนเล่นงานด้วยกระแสชาตินิยมจนแทบเอาตัวไม่รอด อย่างนางแองเกล่า แมร์เคิล นายกรัฐมนตรีหญิงของเยอรมนี ที่กำลังถูกชาวเยอรมันเหม็นหน้า เพราะอ้าแขนรับผู้อพยพนับแสนนับล้านคนเข้ามาในประเทศ จนถึงขั้นกลุ่มชาตินิยม “นีโอนาซี” มีพลังขึ้นมาอีกครั้ง
มาถึงตอนนี้ คงต้องจับตาดูแบบห้ามกะพริบว่า ปี 2017 นี้ กระแสชาตินิยมจะรุนแรงแค่ไหน หรือว่าสายลมแห่งความเปลี่นย จะทำหน้าที่ของมันอีกครั้ง