เนื้อหากฎหมายที่ว่านี้อยู่ในส่วนที่ 2 ข้อ 7.1 ของประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง วิธีการบริหารงานสุรา พ.ศ.2543 ที่กำหนดคุณสมบัติของผู้ขออนุญาตทำและขายส่งสุราแช่ชนิดเบียร์ นอกจากจะมีเงื่อนไขของสัญชาติบริษัททั่วไปที่ต้องจดทะเบียนตามกฎหมายไทยและมีผู้ถือหุ้นเป็นคนไทยเกินร้อยละ 51 ยังกำหนดให้ผู้ต้องการผลิตและจำหน่ายเบียร์ต้องมีทุนจดทะเบียนไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท และกำลังการผลิต หากเป็นโรงงานขนาดใหญ่ต้องผลิตได้ไม่ต่ำกว่าปีละ 10 ล้านลิตร แต่ถ้าเป็นโรงงานขนาดเล็กผลิตเพื่อขาย ณ สถานที่ผลิตต้องผลิตได้ไม่ต่ำกว่า 1 แสนลิตรต่อปี
เงื่อนไขเหล่านี้กำลังจำกัดให้คนที่ต้องการทำธุรกิจผลิตและจำหน่ายเบียร์ ทำได้เพียง 2 ทางเลือกในเวลานี้ คือ 1.นำเข้าเบียร์ต่างชาติมาขาย และ 2.ไปตั้งโรงงานผลิตในประเทศอื่น อย่างเช่น เจ้าของร้านคราฟเบียร์คนนี้ที่ไปตั้งโรงงานผลิตที่ประเทศเวียดนาม เพื่อนำเบียร์เข้ามาขายในประเทศไทย เขายอมรับว่า ข้อจำกัดทางกฎหมายมีส่วนสำคัญให้ตัดสินใจเช่นนั้น เพราะแทบเป็นไปไม่ได้ที่เขาจะเริ่มธุรกิจผลิตและจำหน่ายเบียร์ในฐานะผู้ประกอบการรายย่อยด้วยทุนมหาศาล ที่สำคัญด้วยสถานะนักธุรกิจหน้าใหม่ ก็มีโอกาสน้อยมากที่จะสู้กับผู้ผลิตรายใหญ่ในไทยได้ แม้จะแก้ไขกฎหมายตามข้อเรียกร้องหลังจากนี้ก็ตาม
ด้วยเหตุนี้กระแสนิยมคราฟเบียร์หรือเบียร์ที่ผลิตเองตอนนี้ จึงต้องทำตลาดกับกลุ่มเฉพาะเป็นหลัก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่มีรายได้สูง ส่วนเงื่อนไขทางกฎหมายสนับสนุนให้ตลาดค้าเบียร์ผูกขาดโดยผู้ประกอบการรายใหญ่หรือไม่ อีกด้านหนึ่ง คนในวงการธุรกิจคราฟเบียร์ก็ยอมรับว่า ถึงแม้จะไม่มีข้อจำกัดส่วนนี้ และปล่อยให้คราฟเบียร์ผลิตได้อย่างกว้างขวาง ก็แทบไม่มีผลกระทบต่อส่วนแบ่งการตลาดของบริษัทยักษ์ใหญ่ เพราะกลุ่มเป้าหมายที่ดื่มเป็นคนละกลุ่ม