ถอดสมการข่าว EP.23 ครู มุ่งพิสูจน์รถไม่ได้ชน - ตำรวจ/อัยการ พิสูจน์มีคนรับผิดแทน สู้คนละประเด็น ใครชนะคดี “ครูจอมทรัพย์”

โดย PPTV Online

เผยแพร่

โดย สถาพร พงษ์พิพัฒน์วัฒนา

เป็นที่ชัดเจนแล้วว่า ตลอด 3 วัน ของการสอบพยานในขั้นตอนรื้อฟื้นคดีอาญา “นางจอมทรัพย์ แสนเมืองโคตร” ไม่มีชายที่ชื่อ “สับ วาปี” ขึ้นเบิกความ แม้ว่าเขาจะมาปรากฏตัวที่หน้าศาลในวันแรกก็ตาม

ประเด็นนี้สำคัญ

อย่าลืมว่า เหตุผลที่ศาลรับคำร้องขอรื้อฟื้นคดีของครูจอมทรัพย์ เพราะมี พยานหลักฐานใหม่ ที่ชื่อว่า “สับ วาปี” เป็นผู้ออกมายอมรับผิด ว่าคนที่ขับรถชนในคดีนี้ คือตัวเขาเองไม่ใช่ครูจอมทรัพย์ ด้วยรถกระบะหมายเลขทะเบียน “บค 56 มุกดาหาร” พร้อมกับที่พยานในเหตุการณ์อ้างว่า ในเหตุการณ์ เห็นทะเบียนรถไม่ชัด ว่าเป็นจังหวัดอะไร

แต่ในกระบวนการสืบพยานจริง กลับไร้ชื่อ “สับ วาปี” บนศาล

ทบทวนกันซักนิด ...

ฝ่ายครูจอมทรัพย์ .... มุ่งเน้นพิสูจน์ว่า รถกระบะ หมายเลขทะเบียน บค 56 สกลนคร ซึ่งเป็นรถของครูจอมทรัพย์ ไม่ใช่รถคันที่ชนคนเสียชีวิต ด้วยการอ้างอิงผลตรวจสอบรถจาก เทคโนฯบางมด โตโยต้า และกรมการขนส่งทางบก มีเนื้อหาโดยสรุปว่า ที่ป้ายทะเบียนรถ (ซึ่งถูกอ้างเป็นหลักฐานว่า มีสีเขียวไปติดที่ตะเกียบรถจักรยานของผู้ตาย)ไม่มีร่องรอยการเฉี่ยวชน ป้ายทะเบียนเป็นของเดิม รถไม่เคยผ่านการทำสีใหม่

ดังนั้น ... ฝ่ายครูจอมทรัพย์และกระทรวงยุติธรรม จึงเน้นไปที่การพิสูจน์ว่า “ครูจอมทรัพย์” เป็น “แพะ” เพราะรถไม่เคยชน โดยที่ไม่สนใจว่า “ใคร” เป็นคนชน จึงไม่มี “สับ วาปี” อีก

แต่อย่างที่บอก “เหตุผลที่ศาลรับคำร้องให้รื้อฟื้นคดี” คือ ต้องมีหลักฐานใหม่ และหลักฐานใหม่ที่ว่านั้น ก็คือ “สับ วาปี” ซึ่งไม่มีอยู่การการพิจารณาของศาลชั้นต้น อุทธรณ์ ฎีกา ก่อนหน้านี้

แม้ฝ่ายครูจอมทรัพย์ จะบอกว่า เทคโนโลยีมันทันสมัยขึ้น การตรวจพิสูน์ “รถ” ด้วยวิทยาศาสตร์ มีความน่าเชื่อถือ แม่นยำมากขึ้น แต่... เป็นหลักฐานที่เคยผ่านการพิจารณามาแล้ว (อาจกลายเป็นการขัดกันเองกับศาลที่พิจารณามาก่อนนี้) และ “ไม่ใช่” ประเด็นที่ทำให้ศาลรับคำร้องขอรื้อฟื้นคดี

นั่นเป็นเหตุผล ที่ฝ่ายตำรวจและอัยการ นำพยานขึ้นเบิกความโดยต่อสู้ไปคนละเรื่องเลยกับครูจอมทรัพย์

แต่ไม่ได้หมายความว่า ... จะสู้ไม่ได้

อย่างที่บอกว่า เหตุผลหลักที่การขอรื้อฟื้นคดีครั้งนี้เกิดขึ้นได้ เป็นเพราะ “สับ วาปี” ดังนั้นฝ่ายตำรวจ อัยการ จึงไม่สนใจประเด็นเรื่อง “รถ” ของครูจอมทรัพย์ ใช่คันที่ชนหรือไม่ แต่ไปมุ่งให้ความสำคัญว่า “สับ วาปี” ไม่ใช่เจ้าของรถ บค 56 มุกดาหาร ในวันที่เกิดเหตุ และพิสูจน์ว่า มีขบวนการรับผิดแทนอยู่จริง ผ่านพยานจำนวนมาก ทั้งผู้ที่อ้างมีส่วนร่วมในขบวนการ และตำรวจที่ทำคดี

ฝ่ายตำรวจ อัยการ มุ่งไปที่ประเด็นนี้ ... เพราะเป็นประเด็นที่ศาลรับคำร้อง ...

ดังนั้น 3 วันที่ผ่านมา ที่ศาลจังหวัดนครพนม ทั้ง 2 ฝ่าย พูดคนละเรื่อง คนละประเด็น ... โดยที่ฝ่ายครูจอมทรัพย์ เชื่อว่า พยานหลักฐานของฝ่ายนี้ เป็นวิทยาศาสตร์มากกว่า

ส่วนฝ่ายตำรวจ ก็เชื่อว่า พวกเขาต่อสู่ตรงประเด็นมากกว่า เพราะศาลไม่ได้สงสัยเรื่องรถ แต่ให้พิจารณากันใหม่ เพราะมีคนสารภาพแทน ...

อีกประเด็นที่น่าสนใจ คือ เมื่อฝ่ายครูจอมทรัพย์ ไม่ส่ง “สับ วาปี” ขึ้นเบิกความ ... จะเป็นจุดอ่อนหรือไม่ เพราะอาจตีความได้ว่า ฝ่ายผู้ร้อง(ครู)เอง ก็ไม่มั่นใจในตัว “สับ วาปี”

สู้คนละเรื่องก็จริง ... แต่จัดหนัก เข้มข้น เพราะงานนี้เดิมพันถือว่า มีราคาสูงต่อความน่าเชื่อถือของหน่วยงานทั้งตำรวจ อัยการ ดีเอสไอ และกระทรวงยุติธรรม

อยู่ที่ “ศาล” ล่ะครับ

ถ้าศาลรับฟังพยานฝ่ายครูจอมทรัพย์ อนุญาตให้นำหลักฐานเก่ามาอ้างได้ ก็อาจเป็นประโยชน์กับฝ่ายครู ซึ่งก็มีสิทธิ์คิดเช่นนี้ได้ เพราะพยานแต่ละปากฝ่ายครูจอมทรัพย์ ขึ้นเบิกความใช้เวลานานมาก อาจแปลความหมายได้ว่า “ศาลให้ความสนใจ”

แต่ถ้าแปลอีกทาง คือ “นาน” เพราะ “ศาล สงสัยว่าเกี่ยวข้องกับประเด็นที่เป็นคำร้องอย่างไร” ก็อาจเป็นไปได้ เพราะประเด็นที่ฝ่ายครูจอมทรัพย์พยายามพิสูจน์ ไม่ใช่ประเด็นที่ศาลรับคำร้อง

สืบพยานเสร็จแล้ว ... เรื่องจะส่งไปที่ “ศาลฎีกา” จะยืนคำพิพากษาเดิม หรือกลับคำพิพากษา

ไม่ว่าจะออกรูปไหน .. 3 วัน ที่ผ่านมา ก็คือ การต่อสู้ในเชิงเทคนิคกฎหมายล้วนๆ ...

ความจริง ยังอยู่ในใจของแต่ละฝ่ายต่อไป แล้วแต่ใครจะเชื่อทางไหน

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

ขณะนี้ มีรายการกำลังถ่ายทอดสด คุณสนใจหรือไม่?

เข้มข่าวค่ำ

เข้มข่าวค่ำ

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ