ขั้นตอนการเลือกตั้งประธานาธิบดีอิหร่าน คล้ายกับการเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศส คือ หากไม่มีผู้ใดได้รับคะแนนเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในการเลือกตั้งวันที่ 19 พฤษภาคมนี้ ก็จะมีการเลือกตั้งรอบชิงดำระหว่างผู้สมัครที่ได้รับคะแนนเสียงมากที่สุดสองคน ในวันที่ 26 พฤษภาคม ซึ่งมีแนวโน้มสูงว่าจะมีการเลือกตั้งในรอบที่สอง เพราะการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการชิงชัยกันระหว่างสองตัวเต็งที่เป็นตัวแทนกลุ่มคนสองขั้วในอิหร่าน คือสายปฏิรูป และสายหลักการ
ตัวแทนของสายปฏิรูปก็คือผู้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีคนปัจจุบัน ฮัสซัน รูฮานี นักวิชาการและทนายความซึ่งมีบทบาทในการปฏิวัติอิหร่าน ในปี 2013 เขาได้รับเลือกตั้งให้เป็นประธานาธิบดีด้วยคะแนนทิ้งห่างแบบขาดลอยจากคู่แข่ง และสร้างผลงานสำคัญอย่างการบรรลุข้อตกลงโครงการควบคุมนิวเคลียร์กับชาติตะวันตก อันนำมาซึ่งการยกเลิกคว่ำบาตร และทำให้อิหร่านจึงกลับมาส่งน้ำมันที่มีปริมาณมหาศาลออกสู่ตลาดโลกได้อีกครั้ง ในช่วงปีที่ผ่านมา
รูฮานี มีแนวคิดแบบเสรีนิยม พยายามเปิดประเทศรับการค้าเสรีและโลกาภิวัฒน์ สนับสนุนการค้าการลงทุนจากต่างประเทศ ให้ความสำคัญกับสิทธิเสรีภาพ
ขณะที่ผู้ท้าชิง อิบราฮิม ไรซี มีแนวคิดแบบตรงกันข้าม เพราะมาจากสายหลักการ ซึ่งไม่เชื่อเรื่องการเปิดประเทศ ยึดมั่นการบริหารประเทศอย่างเคร่งครัดตามกฏของศาสนา และแน่นอนว่าไม่เห็นด้วยกับข้อตกลงโครงการควบคุมนิวเคลียร์ที่รัฐบาลชุดก่อนไปลงนามเอาไว้ ระหว่างการหาเสียง ไรซี ก็หยิบยกเอาประเด็นนี้มาโจมตีว่า การยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรและกลับมาส่งออกน้ำมันอีกครั้ง ไม่ได้ทำให้คุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของชาวอิหร่านดีขึ้นอย่างที่รูฮานีกล่าวอ้าง
ประเด็นนี้โลกตะวันตกโดยเฉพาะสหรัฐฯ เงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ ด้วยความกังวลว่าหากสายหลักการได้ขึ้นมาปกครองประเทศจะยกเลิกข้อตกลงเดิม แต่จากท่าทีที่ไรซีประกาศระหว่างหาเสียง แนวทางที่มีน้ำหนักที่สุดน่าจะเป็นการเจรจาเงื่อนไขใหม่มากกว่า...และก็น่าจะเป็นแนวทางที่ผู้นำสหรัฐฯ คนปัจจุบันเห็นชอบด้วย
โดยประวัติส่วนตัวของไรซีนั้นน่าสนใจ เขาเป็นอัยการสูงสุดและนักวิชาการที่ใกล้ชิดกับอยาตอลเลาะห์ คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ว่ากันว่าเขาคนนี้ได้รับการสนับสนุนโดยผู้นำสูงสุด ซึ่งถือเป็นแต้มต่อสำคัญ
อย่างไรก็ตาม แม้แนวคิดของตัวเต็งทั้งสองแตกต่างกันอย่างสุดขั้ว แต่ไม่ว่าใครชนะการเลือกตั้ง ก็อาจไม่ได้มีผลต่อโฉมหน้าของอิหร่านมากนัก
เนื่องจาก ตำแหน่งประธานาธิบดีของอิหร่านไม่ใช่ผู้นำสูงสุด เพราะยังอยู่ภายใต้อำนาจของอยาตอลเลาะห์ คาเมเนอี ผู้นำทางจิตวิญญาณ ที่เป็นทั้งผู้บัญชาการสูงสุดของกองทัพ คุมหน่วยข่าวกรอง เป็นผู้แต่งตั้งประธานคณะตุลาการ และมีบทบาทในทุกๆเรื่อง นั่นหมายความว่า ไม่ว่าใครจะได้เป็นประธานาธิบดี อิหร่านก็จะยังคงเดินอยู่บนเส้นทางสายเดิม โดยเฉพาะการเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับความขัดแย้งในซีเรียและความตึงเครียดหลายๆกรณีในภูมิภาค
หากเปรียบการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการผลัดใบ ก็อาจเป็นการผลัดใบใหม่บนต้นไม้ต้นเดิม ที่ยังยืนหยัดอยู่ที่เก่า ไม่เอนเอียงไปไหน...นี่คือวิถีประชาธิปไตยในแบบของอิหร่าน