“วอเตอร์เกต” เป็นคดีประวัติศาสตร์ของการเมืองสหรัฐฯ นับเป็นคดีอื้อฉาวที่สุดที่เกี่ยวพันกับผู้นำอันดับหนึ่งของประเทศ ส่งผลให้ริชาร์ด นิกสัน เป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ เพียงคนเดียวที่ต้องลาออกจากตำแหน่ง คดี “วอเตอร์เกต” มีจุดเริ่มต้นมาจากการจับกุมคนร้ายห้าคน ที่ลักลอบเข้าไปจารกรรมข้อมูลในสำนักงานใหญ่พรรคเดโมแครต ที่โรงแรมวอเตอร์เกต และการสืบสวนต่อมาพบว่าเกี่ยวพันไปถึงทีมหาเสียงของประธานาธิบดีนิกสัน หัวหน้าพรรครีพับลิกัน ในความพยายามชิงความได้เปรียบในการเลือกตั้งรอบสอง เมื่อการสืบสวนดำเนินไป นิกสันใช้ตำแหน่งหน้าที่แทรกแซงกระบวนการยุติธรรมหลายต่อหลายครั้ง จนกระทั่งจำนนต่อหลักฐาน จึงต้องชิงลาออกก่อนรัฐสภาจะถอดถอน
คดีวอเตอร์เกต มีความใกล้เคียงกับคดีรัสเซียแทรกแซงการเลือกตั้งสหรัฐฯ ที่กำลังดำเนินอยู่ในขณะนี้บางประการ ทั้งสองคดีมีจุดกำเนิดจากข้อกล่าวหาเรื่องการเล่นการเมืองสกปรกเพื่อให้ชนะเลือกตั้ง กรณีวอเตอร์เกตเป็นการขโมยเอกสารที่เป็นกระดาษ ขณะที่คดีรัสเซียแทรกแซงเลือกตั้ง ใช้วิธีไฮเทคกว่าตามยุคสมัย คือแฮ็กข้อมูลแล้วนำไปแฉให้อีกฝ่ายเสียคะแนนนิยม ซึ่งในท้ายที่สุดแล้ว ทั้งนิกสันและทรัมป์ต่างก็ได้ประโยชน์และชนะเลือกตั้งทั้งคู่
ต่อมาเมื่อมีการตรวจสอบ ทรัมป์เริ่มเดินตามรอยนิกสันในการกดดันผู้ที่ทำการสืบสวนสอบสวน เห็นได้จากการให้การต่อวุฒิสภาของโคมีย์ อดีตผู้อำนวยการ FBI นี่อาจเป็นจุดตายของทรัมป์ เหมือนที่เคยเกิดกับนิกสัน คือหากการกระทำนี้ตีความได้ว่าเป็นการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม ก็เป็นข้อหาที่นำไปสู่การถอดถอนได้
แต่ปัจจัยที่ยังแตกต่างระหว่างสองคดี คือ “หลักฐานมัดตัว” ในกรณีนิกสัน แม้เขาจะปฏิเสธข้อกล่าวหามาโดยตลอด แต่เมื่อมีเทปบันทึกการสนทนาที่แสดงให้เห็นว่าเขาพยายามกดดันให้ FBI ยุติการสอบสวน บรรดาสส.และสว.ปีกรีพับลิกันที่เคยปกป้องนิกสันก็กลับลำทันที พร้อมจะออกเสียงถอดถอน นิกสันจึงชิงลาออกก่อนการเปิดประชุมสภาฯ เพียงไม่กี่วัน
หลักฐานมัดตัวในคดีที่เกี่ยวพันกับทรัมป์ยังไม่ปรากฎ แม้จะมีบันทึกของโคมีย์ แต่ก็เป็นหลักฐานที่อาจมีข้อโต้แย้ง ส่วนคำถามที่ว่า ทรัมป์อัดเสียงในห้องทำงานของเขาเหมือนที่นิกสันทำหรือไม่นั้น ยังเป็นคำถามที่ไม่มีคำตอบ เพราะทรัมป์เองก็ได้แต่พูดทีเล่นทีจริงว่าอาจจะมีขณะที่โคมีย์ก็บอกว่าหากมีเทปจริงๆเขาก็ไม่กังวลอะไร และหวังว่าจะมีเทปด้วยซ้ำ
ชะตากรรมของทรัมป์จะซ้ำรอยนิกสันได้ก็ต่อเมื่อมีหลักฐานมัดตัวชนิดที่ดิ้นไม่หลุด แต่หลายฝ่ายก็กังวลว่าหากถึงเวลานั้น ด้วยนิสัยของทรัมป์ เขาอาจไม่ยอมจำนนง่ายๆ ด้วยการลาออก และอาจนำไปสู่ความวุ่นวายทางการเมืองครั้งใหญ่ของสหรัฐอเมริกา