ไวรัสเรียกค่าไถ่ "เพทย่า" อาละวาด "ไทยเซิร์ต" แนะวิธีป้องกัน

โดย PPTV Online

เผยแพร่

เมื่อวานนี้ ระบบคอมพิวเตอร์ของหลายบริษัททั่วโลกถูกไวรัสเรียกค่าไถ่โจมตีอีกครั้ง โดยมีรายงานว่าบริษัทในเกาหลีใต้ยอมจ่ายเงินถึง 1 ล้านดอลลาร์ หรือ กว่า 30 ล้านบาท เพื่อแลกกับการปลดล็อกข้อมูลที่ถูกเข้ารหัสเนื่องจากไวรัสดังกล่าว

เหตุไวรัสเรียกค่าไถ่โจมตีครั้งล่าสุดนี้เกิดขึ้นที่ประเทศยูเครนเป็นชาติแรกๆ และได้รับผลกระทบหนักที่สุด  โดยพบว่า ไวรัสดังกล่าวทำให้ระบบคอมพิวเตอร์ของหลายบริษัทที่ใช้โปรแกรมวินโดว์ในประเทศ รวมทั้งท่าอากาศยานในกรุงเคียฟไม่สามารถใช้การได้

ส่วนที่โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์เชอร์โนบิล เจ้าหน้าที่ต้องทำหน้าที่เฝ้าระวังระดับกัมมันตภาพรังสีด้วยตัวเอง เนื่องจากระบบตรวจวัดอัตโนมัติที่ใช้โปรแกรมวินโดว์ไม่สามารถใช้งานได้ โดยคอมพิวเตอร์ที่ถูกไวรัสดังกล่าวโจมตี จะถูกเข้ารหัส พร้อมปรากฏข้อความบนหน้าจอเรียกร้องเงินบิตคอยน์มูลค่า 300 ดอลลาร์ หรือ 1 หมื่นบาท เพื่อแลกกับการปลดล็อก

ขณะที่บริษัท แคสเปอส์กี้  แลบ (Kaspersky Lab) ซึ่งทำธุรกิจรักษาความปลอดภัยให้กับระบบคอมพิวเตอร์ในรัสเซีย เปิดเผยว่า ไวรัสดังกล่าวได้โจมตีระบบไอทีของบริษัทและองค์กรต่างๆ ในรัสเซีย ยูเครน และ โปแลนด์ มากถึง 2,000 ครั้นอกจากนี้ยังมีรายงานการโจมตีของไวรัสดังกล่าว ยังเกิดขึ้นใน สเปน ฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ เดนมาร์ก สหรัฐฯ และ เกาหลีใต้ที่มีรายงานว่าบริษัทผู้ให้บริการเว็บ โฮสท์ติ้ง แห่งหนึ่งยอมจ่ายเงินมากถึง 1 ล้านดอลลารื หรือ 34 ล้านบาท เพื่อที่จะนำฐานข้อมูลของบริษัทกลับคืนมา

โดย บริษัท แคสเปอส์กี้ ระบุว่า ไวรัสคอมพิวเตอร์ดังกล่าวเป็นไวรัสตัวใหม่ แม้จะมีลักษณะคล้ายกับไวรัสคอมพิวเตอร์ เพทย่า (Petya) ที่แพร่ระบาดเมื่อช่วงต้นปีที่แล้ว ทำให้ บริษัท แคสเปอส์กี้ จึงตั้งชื่อไวรัสตัวใหม่นี้ว่า น็อตเพทย่า (NotPetya)  

ด้าน คริส วิซโซพาล ผู้เชี่ยวชาญระบบความปลอดภัยในคอมพิวเตอร์ ของ บริษัท วีราโค้ด ระบุว่า การแพร่ระบาดของไวรัสดังกล่าวอาศัยช่องโหว่ในโปรแกรมวินโดว์ ซึ่งเป็นช่องโหว่เดียวกับที่ไวรัสวอนนาคราย (WannaCry) ใช้ในการโจมตีคอมพิวเตอร์ทั่วโลกเมื่อประมาณ 2 เดือนก่อน  

ทั้งนี้ ศูนย์ประสานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยระบบคอมพิวเตอร์ประเทศไทย (ไทยเซิร์ต) เผยแพร่ข้อมูลผ่านหน้าเว็บไซต์เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2560 เรื่องรายงานการแพร่ระบาดของมัลแวร์เรียกค่าไถ่ Petya สายพันธุ์ใหม่ที่แพร่กระจายผ่านช่องโหว่ของระบบ SMBv1 แบบเดียวกับที่มัลแวร์ WannaCry ใช้ (มัลแวร์เรียกค่าไถ่ WannaCry) ว่า สถิติความเสียหายพบคอมพิวเตอร์ทั่วโลกติดมัลแวร์นี้แล้วกว่า 300,000 เครื่องภายใน 72 ชั่วโมง ประเทศที่ได้รับแจ้งว่าถูกโจมตี ได้แก่ รัสเซีย ยูเครน อินเดีย และประเทศในแถบยุโรป หน่วยงานที่ได้รับผลกระทบ เช่น ธนาคารกลาง บริษัทพลังงานไฟฟ้า สนามบิน เป็นต้น 
โดยมัลแวร์เรียกค่าไถ่ Petya เคยมีการแพร่ระบาดมาแล้วก่อนหน้านี้เมื่อกลางปี 2559 ลักษณะการทำงานจะไม่ใช่การเข้ารหัสลับไฟล์ข้อมูลเหมือนมัลแวร์เรียกค่าไถ่ทั่วไป แต่จะเข้ารหัสลับ Master File Table (MFT) ของพาร์ทิชัน ซึ่งเป็นตารางที่ใช้ระบุตำแหน่งชื่อไฟล์และเนื้อหาของไฟล์ในฮาร์ดดิสก์ ทำให้ผู้ใช้ไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลในฮาร์ดดิสก์ได้ 

เครื่องที่ตกเป็นเหยื่อมัลแวร์เรียกค่าไถ่ จะไม่สามารถเปิดระบบปฏิบัติการขึ้นมาใช้งานได้ตามปกติ โดยจะปรากฏหน้าจอเป็นข้อความสีดำตามรูปที่ 1 ผู้พัฒนามัลแวร์เรียกร้องให้เหยื่อจ่ายเงินเป็นจำนวน 300 ดอลลาร์สหรัฐ โดยให้จ่ายเป็น Bitcoin เพื่อปลดล็อกถอดรหัสลับข้อมูล

จากข้อมูลเบื้องต้น มัลแวร์เรียกค่าไถ่ Petya สายพันธุ์ใหม่ (ถูกเรียกชื่อว่า Petwrap) มีความสามารถในการแพร่กระจายโดยอัตโนมัติผ่านช่องโหว่ของระบบ SMBv1 ใน Windows ทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ยังไม่ได้อัปเดตแพตช์แก้ไขช่องโหว่หรือเปิดให้สามารถเชื่อมต่อบริการ SMBv1 ได้จากเครือข่ายภายนอก มีโอกาสที่จะตกเป็นเหยื่อได้

ข้อแนะนำในการป้องกัน

1.สำหรับครั้งแรกก่อนมีการเปิดใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์ ให้ตัดการเชื่อมต่อทางเครือข่ายก่อน (LAN และ WiFi) จากนั้นเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อติดตั้งแพตซ์ (ข้อ 3) หรือตั้งค่าปิดการใช้งาน SMBv1 (ข้อ 4) และทำการ Restart เครื่องคอมพิวเตอร์อีกครั้ง

2.ในขณะใช้งานหากเครื่องคอมพิวเตอร์หยุดทำงานและแสดงหน้าจอสีน้ำเงิน ห้าม Restart เครื่อง เนื่องจากมัลแวร์ Petya จะเข้ารหัสลับข้อมูลหลัง Restart เครื่อง ฉะนั้นให้รีบปิดเครื่องคอมพิวเตอร์และติดต่อผู้ดูแลระบบเพื่อสำรองข้อมูลออกจากเครื่องคอมพิวเตอร์โดยด่วน

3.ติดตั้งแพตช์แก้ไขช่องโหว่ SMBv1 จาก Microsoft โดย Windows Vista, Windows Server 2008 ถึง Windows 10 และ Windows Server 2016 ดาวน์โหลดอัปเดตได้จาก https://technet.microsoft.com/en-us/library/security/ms17-010.aspx ส่วน Windows XP และ Windows Server 2003 ดาวน์โหลดอัปเดตได้จากhttps://blogs.technet.microsoft.com/msrc/2017/05/12/customer-guidance-for-wannacrypt-attacks/

4.หากไม่สามารถติดตั้งอัปเดตได้ เนื่องจากมัลแวร์เรียกค่าไถ่ Petya แพร่กระจายผ่านช่องโหว่ SMBv1 ซึ่งถูกใช้ใน Windows เวอร์ชันเก่า เช่น Windows XP, Windows Server 2003 หรืออุปกรณ์เครือข่ายบางรุ่น หากใช้งาน Windows เวอร์ชันใหม่และไม่มีความจำเป็นต้องใช้ SMBv1 ผู้ดูแลระบบอาจพิจารณาปิดการใช้งาน SMBv1 โดยดูวิธีการปิดได้จาก https://support.microsoft.com/en-us/help/2696547/how-to-enable-and-disable-smbv1,-smbv2,-and-smbv3-in-windows-vista,-windows-server-2008,-windows-7,-windows-server-2008-r2,-windows-8,-and-windows-server-2012

5.หากไม่สามารถติดตั้งอัปเดตได้ ผู้ดูแลระบบควรติดตามและป้องกันการเชื่อมต่อพอร์ต SMB (TCP 137, 139 และ 445 UDP 137 และ 138) จากเครือข่ายภายนอก อย่างไรก็ตาม การบล็อกพอร์ต SMB อาจมีผลกระทบกับบางระบบที่จำเป็นต้องใช้งานพอร์ตเหล่านี้ เช่น file sharing, domain, printer ผู้ดูแลระบบควรตรวจสอบก่อนบล็อกพอร์ตเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหา

6.อัปเดตระบบปฎิบัติการให้เป็นเวอร์ชันล่าสุดอยู่เสมอ หากเป็นได้ได้ควรหยุดใช้งานระบบปฏิบัติการ Windows XP, Windows Server 2003 และ Windows Vista เนื่องจากสิ้นสุดระยะเวลาสนับสนุนด้านความมั่นคงปลอดภัยแล้ว หากยังจำเป็นต้องใช้งานไม่ควรใช้กับระบบที่มีข้อมูลสำคัญ

7.ติดตั้งแอนติไวรัสและอัปเดตฐานข้อมูลอย่างสม่ำเสมอ ปัจจุบันแอนติไวรัสจำนวนหนึ่งสามารถตรวจจับมัลแวร์ Petya สายพันธุ์ที่กำลังมีการแพร่ระบาดได้แล้ว

ข้อแนะนำในการแก้ไขหากตกเป็นเหยื่อ

1.หากพบว่าเครื่องคอมพิวเตอร์ตกเป็นเหยื่อมัลแวร์เรียกค่าไถ่ Petya ให้ตัดการเชื่อมต่อเครือข่าย (ถอดสาย LAN, ปิด Wi-Fi) และปิดเครื่องทันที

2.แจ้งเตือนผู้ดูแลระบบในหน่วยงานว่ามีเครื่องคอมพิวเตอร์ตกเป็นเหยื่อ

ข้อแนะนำอื่นๆ

-ปัจจุบันยังไม่พบช่องทางที่สามารถกู้คืนไฟล์ที่ถูกเข้ารหัสลับจากมัลแวร์เรียกค่าไถ่ Petya ได้โดยไม่จ่ายเงิน แต่การจ่ายเงินก็มีความเสี่ยงเนื่องจากไม่สามารถมั่นใจได้ว่าจะได้ข้อมูลกลับคืนมา

-ยังไม่พบรายงานว่ามัลแวร์เรียกค่าไถ่ Petya เวอร์ชันที่กำลังแพร่ระบาดอยู่ในปัจจุบันมีการแพร่กระจายผ่านอีเมลเหมือนเวอร์ชันก่อนหน้าด้วยหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้ควรตระหนักถึงความเสี่ยงของการเปิดไฟล์แนบจากอีเมลที่น่าสงสัย

-ควรสำรองข้อมูลบนเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้งานอย่างสม่ำเสมอ และหากเป็นไปได้ให้เก็บข้อมูลที่ทำการสำรองไว้ในอุปกรณ์ที่ไม่มีการเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์หรือระบบเครือข่ายอื่นๆ โดยสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้จากบทความข้อแนะนำวิธีสำรองข้อมูลเพื่อป้องกันมัลแวร์เรียกค่าไถ่หรือข้อมูลสูญหาย https://www.thaicert.or.th/papers/general/2017/pa2017ge002.html

-หากมีการแชร์ข้อมูลร่วมกันผ่านระบบเครือข่าย ให้ตรวจสอบสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลแต่ละส่วน และกำหนดสิทธิ์ให้ผู้ใช้มีสิทธิ์อ่านหรือแก้ไขเฉพาะไฟล์ที่มีความจำเป็นต้องใช้สิทธิเหล่านั้น

-หากพบเหตุต้องสงสัยหรือต้องการคำแนะนำเพิ่มเติมในกรณีนี้ สามารประสานกับไทยเซิร์ตได้ทางอีเมล report@thaicert.or.th หรือโทรศัพท์ 0-2123-1212

 

ขอบคุณภาพประกอบจาก ไทยเซิร์ต

 

 

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ