สำหรับประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ เหตุการณ์ความรุนแรงที่เมืองชาร์ลอตส์วิลล์ เป็นบททดสอบครั้งสำคัญในฐานะผู้นำประเทศ แม้จะดูเหมือนว่าทรัมป์ต้องรับมือกับสถานการณ์ที่ยากกว่านี้มาแล้วหลายครั้งตลอด 6 เดือนที่ผ่านมา แต่เหตุจลาจลที่เมืองชาร์ลอตส์วิลล์ เป็นเหตุการณ์สำคัญที่แสดงให้เห็นว่า ทรัมป์ ขาดความเป็นผู้นำขนาดไหน
ประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนนี้ แสดงตัวว่าพร้อมจะแลกหมัดกับเกาหลีเหนือ ที่มีอาวุธนิวเคลียร์และขีปนาวุธพลังทำลายล้างสูงอยู่ในครอบครอง และไม่ลังเลที่จะโจมตีฐานทัพซีเรียเมื่อพบว่ามีการใช้อาวุธเคมี แต่งานนี้ กลับไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยชื่อ กลุ่มผิวขาวอนุรักษ์นิยม ที่เป็นต้นเหตุของความสูญเสียในประเทศครั้งล่าสุด
เพราะเหตุใด ทรัมป์ ถึงไม่กล่าวประณามกลุ่มผิวขาวอนุรักษ์นิยมสุดโต่ง จากเหตุการณ์ช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา แม้จะมีชาวอเมริกันเสียชีวิตไป 3 คน นั่นเป็นเพราะทรัมป์รู้ดีว่า เขาได้ขึ้นมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีเพราะการสนับสนุนอันแรงกล้าจากคนกลุ่มนี้
มาตรการต่างๆ ของทรัมป์ ไม่ว่าจะเป็น การแบนมุสลิม การสร้างกำแพงกั้นชายแดนสหรัฐฯ-เม็กซิโก การถอนตัวจากข้อตกลงนานาชาติ เช่น ทีพีพี หรือ ข้อตกลงปารีส ทรัมป์ย้ำว่าทำไปเพื่อให้อเมริกากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง สิ่งเหล่านี้เป็นจุดเริ่มต้นที่สะท้อนให้เห็นว่า สหรัฐฯ กำลังก้าวถอยหลังไปขนาดไหน
กว่า 10 ปีแล้ว ที่กลุ่มสุดโต่งหัวรุนแรง ต่างอยู่กันอย่างหลบซ่อน แต่วันนี้กระแสขวาจัดที่ขยายตัวมากขึ้น ทำคนให้คนกลุ่มนี้รู้สึกว่าไม่มีอะไรต้องหวาดกลัว การชุมนุมประท้วงที่เมืองชาร์ลอตส์วิลล์ เป็นภาพที่สะท้อนความจริงในสังคมอเมริกัน ว่าคนที่มีอุดมการณ์ชาตินิยม เหยียดสีผิว หรือว่ากลุ่มหัวรุนแรง ได้ใจขนาดที่ว่า กล้าถือโคมไฟ กล้าสวมชุดสีขาวหมวกแหลม ออกมาเดินเรียกร้องสิทธิของฝ่ายตัวเอง
ทั้งๆ ที่ชุดของพวกเขา หรือแม้แต่ธงที่บ่งบอกถึงอุดมการณ์ เป็นอุทาหรณ์ถึงช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุดในสังคมอเมริกันช่วงหนึ่งที่มีการล่า รุมประชาทัณฑ์ ฆ่าแขวนคอเพียงเพราะสีผิวที่ต่างกัน นักวิเคราะห์หลายคนมองว่าตอนนี้ ทรัมป์ ได้กลายเป็นหลักประกันไปแล้วว่าสหรัฐอเมริกา เป็นประเทศของคนผิวขาวในสายตาคนกลุ่มชาตินิยมสุดโต่ง แม้แต่สโลแกน “เมกอเมริกาเกรทอะเกน” ก็ถูกกลุ่มนี้นำมาใช้เพื่ออ้างความชอบธรรม
อีกด้านหนึ่ง ทรัมป์เองก็รู้ว่า ทันทีที่เขาพูดโจมตีกลุ่มผิวขาวชาตินิยมที่เป็นฐานเสียงหลักของเขา ก็เริ่มนับถอยหลังได้เลย เพราะว่าเขาไม่มีที่พึ่งอีกแล้ว และเมื่อคำแถลงของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ปราศจากการกล่าวโทษต่อกลุ่มใดกลุ่มหนึง วาจาของผู้นำก็ไม่ต่างจากคำพูดที่ไร้น้ำหนัก ยิ่งเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวต้องออกมาแก้ต่างให้ทรัมป์ ไม่ว่าจะกี่คนก็ตาม ก็ยิ่งตอกย้ำว่าแถลงการณ์ของทรัมป์ว่างเปล่าขนาดไหน
สังคมอเมริกันมีความแตกแยกที่หยั่งรากลึกมานานแล้ว แต่รัฐบาลทรัมป์เป็นเหมือนสัญญาณที่บอกกับคนกลุ่มนี้ว่าถึงเวลาทวงประเทศคืนแล้ว และหากทรัมป์ยังลังเลที่จะแสดงจุดยืนที่เด็ดขาดในฐานะผู้นำในประเทศที่มีความแตกแยกเช่นนี้ เหตุการณ์แบบเดียวกันก็จะเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า และทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ