สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นางหัว ชุนอิง โฆษกกระทรวงต่างประเทศจีน ออกแถลงการณ์ ระบุว่า สถานการณ์ในคาบสมุทรเกาหลีได้ดำเนินมาถึงจุดเปลี่ยนแล้ว ขณะนี้ถึงเวลาที่ทุกฝ่ายจะต้องหยุดเติมเชื้อไฟ และกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจาสันติภาพ
ขณะเดียวกัน เมื่อวานนี้ นายหวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีน ได้หารือทางโทรศัพท์กับนายเซอร์เกย์ ลาฟรอฟ รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซีย โดยมุ่งเน้นไปที่การปลดชนวนความขัดแย้งบนคาบสมุทรเกาหลี ก่อนจะออกแถลงการณ์ร่วมกัน เพื่อเน้นย้ำว่าสหรัฐฯและเกาหลีเหนือไม่เหลือทางเลือกอื่นแล้ว นอกจากวิธีทางการเมืองและการทูต พร้อมเรียกร้องให้ประชาคมโลกร่วมสนับสนุนให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจาโดยเร็ว
ท่าทีดังกล่าวของจีนและรัสเซีย ซึ่งเป็น 2 ชาติพันธมิตรของเกาหลีเหนือ มีขึ้นหลังจากที่นาย คิม จอง-อึน ส่งสัญญาณชะลอแผนโจมตีเกาะกวมของสหรัฐฯ โดยบอกว่าจะขอดูท่าทีจากสหรัฐฯก่อน ฝั่งรัฐบาลวอชิงตัน นายเร็กซ์ ทิลเลอร์สัน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ก็ออกมาบอกว่า สนใจจะเปิดการเจรจาเช่นกัน แต่ทุกอย่างก็ขึ้นอยู่กับท่าทีของเกาหลีเหนือด้วย
ขณะเดียวกัน ทางการยูเครนได้ออกมาชี้แจงข้อกล่าวหาที่ว่า โครงการพัฒนาขีปนาวุธของเกาหลีเหนือที่กำลังก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็วเกินกว่าที่คาดคิดกันไว้ แท้จริงแล้วได้รับการสนับสนุนโดยประเทศยูเครน หนึ่งในชาติพันธมิตรของสหรัฐฯ
โดยยูเครนยอมรับว่า เครื่องยนต์สำหรับการผลิตขีปนาวุธข้ามทวีปของเกาหลีเหนือเป็นรุ่นเดียวกับที่ผลิตในยูเครน แต่เครื่องยนต์รุ่นนี้ผลิตขึ้นมาใช้กับจรวดของรัสเซียเท่านั้น จึงมีความเป็นไปได้ที่คนงานจากรัสเซียหรือยูเครน จะเป็นผู้ลักลอบนำเข้าไปในเกาหลีเหนือ ไม่ได้เกิดจากการซื้อ-ขายโดยตรงระหว่างบริษัทในยูเครนกับเกาหลีเหนืออย่างแน่นอน