ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ข้อมูลการสอบสวนตำรวจทั้ง 3 นายก่อน เพื่อให้เห็นข้อมูลที่ชัดเจนว่า การพาหลบหนี มีขั้นตอน พบว่า นางสาวยิ่งลักษณ์ เดินทางด้วยรถเบนซ์ สีดำ มาพบกับพ.ต.อ.ชัยฤทธิ์ อนุฤทธิ์ ที่ลานจอดรถ ห้างสรรพสินค้าโลตัส วัชรพล เวลา 18.20 น. วันที่ 23 สิงหาคม ก่อนถึงวันพิพากษาเพียง 1 วัน โดย พ.ต.อ.ชัยฤทธิ์ มาด้วยรถตราโล่อีกคันหนึ่ง จากนั้นรถทั้ง 2 คัน ไปที่หมู่บ้านจัดสรรอีกแห่งหนึ่ง ก่อนที่รถโตโยต้า คัมรี สีเทา-เงิน คันที่ใช้หลบหนี จะมาพบกันที่นี่ ก่อนที่ รถคัมรี กับ รถตราโล่ จะออกไปที่บ้าน พ.ต.อ.ชัยฤทธิ์ และเปลี่ยนให้ พ.ต.อ.ชัยฤทธิ์ มาขับรถ โตโยต้า คัมรี เพื่อพานางสาวยิ่งลักษณ์ ไปที่ชายแดน อ.อรัญประเทศ และมาพบภาพ รถคันนี้ ที่อ.อรัญประเทศ ในเวลาประมาณ 22.00 น.
ทั้งนี้ ข้อมูลการสอบสวน ยังบอกว่า เมื่อไปถึงที่ชายแดน จ.สระแก้ว นางสาวยิ่งลักษณ์ เปลี่ยนจากรถโตโยต้า คัมรี เป็นรถกระบะ สีทึบ อีกหนึ่งคัน ก่อนจะหายไป และหลังจากนั้น พ.ต.อ.ชัยฤทธิ์ ส่งรถคัมรี ไปให้ ด.ต.พรพิพัฒน์ มากบุญงาม ที่ จ.นครปฐม เพื่อให้เอาไปทำลายทิ้ง ก่อนที่ ด.ต.พรพิพัฒน์ จะส่งรถต่อไปให้ พ.ต.ท.สามิตร ชัยอิ่นคำ ทำลาย แต่รถไม่ถูกทำลาย จนชุดสืบสวนไปพบ และ พ.ต.ท.สามิตร เป็นผู้ขับรถไปที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
นายวิรัตน์ กัลยาศิริ หัวหน้าทีมกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ โต้แย้งความเห็นที่ พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ระบุว่า การที่ พ.ต.อ.ชัยฤทธิ์ พานางสาวยิ่งลักษณ์ไปที่ชายแดน จ.สระแก้ว ไม่เข้าข่ายความผิดทางอาญา เพราะกระทำก่อนออกหมายจับ โดยเห็นว่า กฎหมายอาญา มาตรา 189 ระบุว่า ผู้ใดช่วยผู้ต้องหาว่ากระทำความผิดไม่ให้ต้องรับโทษ ถือว่ามีความผิด ซึ่งน.ส.ยิ่งลักษณ์ ถือเป็นผู้ต้องหา ตามการชี้มูลความผิด ของ ป.ป.ช. อัยการสูงสุด มีความเห็นสั่งฟ้อง และศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองรับคำฟ้องแล้ว จึงมองว่า ข้ออ้างของ พล.ต.อ.ศรีวราห์ ซึ่งอ้างยังไม่มีหมายจับ จึงอาจไม่ถูกต้อง
ฝ่ายตำรวจ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล บอกว่า ในระหว่างที่มีนายตำรวจ พานางสาวยิ่งลักษณ์ไปที่ชายแดน จ.สระแก้ว ยังไม่มีหมายจับนางสาวยิ่งลักษณ์ และไม่ใช่ผู้ที่พาออกนอกประเทศ จึงดำเนินการลงโทษได้ทางวินัยเท่านั้น แต่ไม่สามารถเอาผิดทางอาญาเกี่ยวกับการพาหลบหนีได้ ที่มีความผิดทางอาญา คือ การใช้ป้ายทะเบียนรถปลอมเท่านั้น
ด้านนายวิรัตน์ กัลป์ยาศิริ อ้างถึงคำพิพากษา ศาลฎีกาที่ 4922/2539 ซึ่งเป็นคดีที่ตำรวจสั่งรถบรรทุกไม้ให้หยุด แต่มีตำรวจอีกคนพาหนี และศาลฎีกาตัดสินว่ามีความผิดตามกฎหมายอาญามาตรา 189 เมื่อเปรียบเทียบกับคดีของนางสาวยิ่งลักษณ์ ซึ่งได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว โดยมีเงื่อนไขห้ามออกนอกประเทศ การที่เจ้าหน้าที่ตำรวจพาคนที่ศาลสั่งห้ามออกนอกประเทศ และเป็นคนที่ศาลฎีกาฯกำลังจะอ่านคำพิพากษา ไปยังพื้นที่ชายแดน น่าจะแสดงถึงเจตนาที่เล็งเห็นผลได้ว่า มีวัตถุประสงค์อย่างไร และมองว่า หาก พล.ต.อ.ศรีวราห์ ไม่ดำเนินการทางอาญษกับตำรวจทั้ง 3 นาย ก็อาจเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ไปด้วย
ด้านนายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เสนออีกมุมหนึ่งว่า นางสาวยิ่งลักษณ์ มีคดีที่อยู่ภ่ยใต้อำนาจศาล และศาลมีคำสั่งห้ามเดินทางออกนอกประเทศ ดังนั้นจึงมองว่า การที่นายตำรวจ พานางสาวยิ่งลักษณ์ไปที่ชายแดน จึงเข้าข่ายละเมืดอำนาจศาล มีความผิดฐานเป็นตัวการหรือผู้สนับสนุน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา83 หรือมาตรา 86
ด้านนายปรเมศวร์ อินทรชุมนุม รองอธิบดีอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด ให้ความเห็นกับทีมข่าว PPTV ว่า การที่ พ.ต.อ.ชัยฤทธิ์ พานางสาวยิ่งลักษณ์ ที่มีสถนะเป็นผู้ต้องหาอย่าระหว่างรอฟังคำพิพากษาไปที่ชายแดน จ.สระแก้ว และไม่พากลับมาด้วย ถือว่ามีความผิดแล้ว แต่มองว่า เป็นความผิดตาม พรบ.คนเข้าเมือง ฐานสนับสนุนให้หลบหนี
จากมุมมองของทั้งฝ่ายพรรคประชาธิปัตย์ อัยการ และตำรวจ อาจต้องไปดูว่า พฤติการณ์ของนายตำรวจที่ไปกับนางสาวยิ่งลักษณ์ ในคืนวันที่ 23 สิงหาคม เป็นอย่างไร เห็นเจตนาในการพาหลบหนีหรือไม่ ทั้งการกำหนดจุดนับพบ การเปลี่ยนรถ การพาไปส่งที่ชายแดนไทย – กัทมพูชา การอำพรางทะเบียนรถในภายหลัง และความพยายามส่งรถไปทำลายแยกชิ้นส่วนทิ้ง