วันนี้ (2 ต.ค.60) พลเอก อกนิษฐ์ หมื่นสวัสดิ์ ประธาน ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติทรัพยากรนํ้า เปิดเผยว่า ขณะนี้ คณะกรรมมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติทรัพยากรนํ้า ไปแล้ว 95 มาตราจาก 100 มาตรา ตามกำหนดจะต้องแล้วเสร็จ ในวันที่ 27 ตุลาคมนี้ แต่เพราะยังหาข้อยุติไม่ได้เกี่ยวกับ นิยามของคำว่าเกษตรเชิงพาณิชย์ กับการกำหนดอัตราการเก็บค่าน้ำ จึงมีมติขยายเวลาการพิจารณาออกไปเป็นกรณีพิเศษ
โดยเนื้อหาเดิมในร่างพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ กำหนดกลุ่มผู้ใช้น้ำ 3 กลุ่ม คือ 1 ใช้นํ้าเพื่อการดำรงชีพ อุปโภค-บริโภค หรือเลี้ยงสัตว์ไว้กิน ไม่ต้องเสียค่าใช้นํ้า ประเภทที่ 2 ใช้นํ้าด้านการเกษตรหรือปศุสัตว์เพื่อการพาณิชย์ ด้านการท่องเที่ยวและธุรกิจสนามกอล์ฟ ต้องเสียค่าใช้น้ำ และ 3 อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ การผลิตพลังงานไฟฟ้าขนาดใหญ่ และกิจการอื่น ๆ ที่ใช้น้ำในปริมาณมาก ซึ่งประเภทที่ 2 ใช้นํ้าด้านการเกษตรหรือปศุสัตว์เพื่อการพาณิชย์ แต่เดิมกำหนดไว้ คือ พื้นที่ที่ ปลูกข้าว 50-1,000 ไร่ อ้อย 50 – 1,000 ไร่ ไม้ผลยืนต้น 25 – 200 ไร่ พืชผักและไม้ประดับ 20 – 200 ไร่ เลี้ยงสัตว์ เช่น โค 20 – 200 ตัว ไก่ 5,000 – 20,000 ตัว เป็ด 1,000 – 50,000 ตัว สุกร 30 – 1,000 ตัว เลี้ยงสัตว์น้ำ 10 -15 ไร่ เก็บค่าน้ำไม่เกิน 50 สตางค์ต่อลูกบาศก์เมตร ทางด้านเกษตรกรจึงกังวล ว่า หากถูกเก็บค่าน้ำเพิ่ม ต้นทุนการผลิตก็จะเพิ่มตามมา
ทั้งนี้ ภาคอุตสาหกรรมเป็นอีกหน่วยงานที่ได้รับผลกระทบจากร่างพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำฉบับใหม่ ที่กำหนดเรียกเก็บค่าน้ำจากภาคอุตสาหกรรม เพราะมีการใช้น้ำในปริมาณมาก สภาอุตสาหกรรมแห่งชาติ จึงเตรียมจัดทำข้อเสนอการจ่ายค่าน้ำให้กรรมาธิการของสภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณาเช่นกัน
ขณะที่ นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ รองอธิบดีรักษาการแทนอธิบดีกรมชลประทาน ชี้แจงว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้จะมีผลต่อภาคอุตสาหกรรม และภาคเกษตรเชิงพาณิชย์ นอกเขตชลประทานเท่านั้น เพราะอยู่ในส่วนรับผิดชอบของกรมทรัพยากรน้ำ ส่วนพื้นที่การเกษตร และภาคอุตสาหกรรม ในเขตชลประทาน ยังคงต้องปฏิบัติตาม พระราชบัญญัติชลประทานหลวง นั่นคือเกษตรกรไม่ต้องจ่ายค่าน้ำ แต่ภาคอุตสาหกรรมต้องจ่ายค่าน้ำ 50 สตางค์ต่อลูกบาศก์เมตร ตามเดิม เป้าหมายของร่างพระราชบัญญัตินี้ คือ ต้องการจัดการปัญหาแย่งน้ำ